คดีอาญาคืออะไร มีขั้นตอนอย่างไรตั้งแต่ถูกกล่าวหาจนถึงศาล สิทธิผู้ต้องหา ประกันตัว และโทษ
คดีอาญา เป็นคำที่คนค้นหามากที่สุดคำหนึ่งในหมวดกฎหมาย ทั้งจากฝั่งผู้เสียหายที่อยากรู้ว่าจะแจ้งความอย่างไร และฝั่งผู้ถูกกล่าวหาที่เพิ่งได้รับหมายเรียกแล้วไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรต่อ หน้านี้อธิบายจากตัวบทประมวลกฎหมายอาญาและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาโดยตรง ว่าคดีอาญาคืออะไร ความผิดอาญาต้องมีองค์ประกอบอะไร ขั้นตอนเป็นอย่างไรตั้งแต่แจ้งความร้องทุกข์ สอบสวน อัยการสั่งฟ้อง ศาลพิจารณา จนถึงคำพิพากษาและการอุทธรณ์ รวมถึงสิทธิของผู้ต้องหา การประกันตัว โทษทั้ง 5 สถาน และอายุความ เพื่อให้คุณเข้าใจภาพรวมก่อนตัดสินใจก้าวต่อไป
เพิ่งได้รับหมายเรียก หรือถูกแจ้งความ? อย่าเพิ่งให้การใด ๆ ก่อนปรึกษาทนายความ โทร 02-114-7674 หรือแอด LINE @thanadee.law เพื่อนัดปรึกษาทนายคดีอาญา สำนักงานอยู่กรุงเทพฯ และรับว่าความทั่วประเทศผ่านการปรึกษาออนไลน์และเครือข่ายทนายท้องถิ่น
คดีอาญาคืออะไร?
คดีอาญา คือ คดีที่รัฐดำเนินการเพื่อลงโทษบุคคลซึ่งกระทำการที่กฎหมายบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ หลักนี้อยู่ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 ที่ว่า บุคคลจักต้องรับโทษในทางอาญาต่อเมื่อได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงต้องเป็นโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย ต่างจากคดีแพ่งซึ่งเป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนที่ผลคือการชดใช้หรือบังคับตามสิทธิ ไม่ใช่การลงโทษ

คำที่ต้องรู้ก่อนอ่านต่อคือ “ผู้ต้องหา” และ “จำเลย” ป.วิ.อ. มาตรา 2 (2) ให้ผู้ต้องหาหมายถึงบุคคลผู้ถูกหาว่าได้กระทำความผิดแต่ยังมิได้ถูกฟ้องต่อศาล ส่วนมาตรา 2 (3) ให้จำเลยหมายถึงบุคคลซึ่งถูกฟ้องยังศาลแล้ว ดังนั้นในชั้นตำรวจและอัยการเราเรียกว่าผู้ต้องหา เมื่อคดีถึงศาลจึงเป็นจำเลย และ “ผู้เสียหาย” ตามมาตรา 2 (4) คือบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่ง กฎหมายที่กำหนดว่าอะไรเป็นความผิดอยู่ในประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมายเฉพาะอื่น ๆ ส่วนกฎหมายที่กำหนดขั้นตอนดำเนินคดีคือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
องค์ประกอบความผิดทางอาญามีอะไรบ้าง?
โดยทั่วไปการกระทำจะเป็นความผิดอาญาต้องครบ 3 ส่วน คือ (1) มีการกระทำ ซึ่ง ป.อ. มาตรา 59 วรรคท้าย ให้รวมถึงการงดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผลด้วย (2) การกระทำนั้นครบองค์ประกอบที่กฎหมายบัญญัติเป็นความผิด และ (3) ผู้กระทำมีเจตนา เว้นแต่กฎหมายบัญญัติให้ต้องรับผิดเมื่อกระทำโดยประมาท หรือบัญญัติชัดว่าต้องรับผิดแม้ไม่มีเจตนา ตามมาตรา 59 วรรคแรก หากขาดส่วนใดส่วนหนึ่ง ก็ไม่เป็นความผิดอาญา แม้อาจต้องรับผิดทางแพ่ง

มาตรา 59 อธิบายคำว่าเจตนาว่า ได้แก่ กระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำ และในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น ส่วนประมาท ได้แก่ กระทำความผิดมิใช่โดยเจตนา แต่กระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ ความต่างระหว่างเจตนากับประมาทมีผลอย่างมากต่อฐานความผิดและอัตราโทษ เช่น ทำร้ายร่างกายโดยเจตนา (ม.295) กับกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตราย เป็นคนละฐานความผิดกัน
นอกจากองค์ประกอบทั่วไปแล้ว แต่ละฐานความผิดยังมีองค์ประกอบเฉพาะ เช่น ลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 334 ต้องเป็นการ “เอาทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต” ถ้าไม่มีเจตนาทุจริต เช่น หยิบไปโดยเข้าใจว่าเป็นของตน ก็ขาดองค์ประกอบ การวิเคราะห์ว่าข้อเท็จจริงครบองค์ประกอบหรือไม่คือหัวใจของการต่อสู้คดีอาญา และเป็นงานที่ทนายความต้องทำตั้งแต่ก่อนให้การในชั้นสอบสวน ดูตัวอย่างการแยกองค์ประกอบได้ที่ ยักยอกทรัพย์ต่างจากลักทรัพย์อย่างไร และ องค์ประกอบความผิดหมิ่นประมาท
คดีอาญามีกี่ประเภท ยอมความได้ไหม?
ในแง่การดำเนินคดี คดีอาญาแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ ความผิดอาญาแผ่นดิน ซึ่งรัฐดำเนินคดีได้เองแม้ผู้เสียหายไม่ร้องทุกข์ และยอมความไม่ได้ กับความผิดอันยอมความได้ (ความผิดต่อส่วนตัว) ซึ่ง ป.วิ.อ. มาตรา 121 ห้ามพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเว้นแต่จะมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบ และเมื่อผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ ถอนฟ้อง หรือยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับตามมาตรา 39 (2) ความผิดใดยอมความได้ต้องดูว่ากฎหมายบัญญัติไว้ในหมวดนั้นหรือไม่
| ประเด็น | ความผิดอาญาแผ่นดิน | ความผิดอันยอมความได้ |
|---|---|---|
| ตัวอย่างฐานความผิด | ลักทรัพย์ (ม.334) ทำร้ายร่างกาย (ม.295) ฉ้อโกงประชาชน (ม.343) | หมิ่นประมาท (ม.333) ฉ้อโกงทั่วไป (ม.348) ยักยอก (ม.356) |
| ตำรวจสอบสวนได้เองไหม | ได้ แม้ไม่มีคำร้องทุกข์ | ต้องมีคำร้องทุกข์ก่อน (ป.วิ.อ. ม.121) |
| ถอนแจ้งความ/ยอมความแล้วคดีจบไหม | ไม่จบ รัฐดำเนินคดีต่อได้ | จบ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับ (ป.วิ.อ. ม.39 (2)) |
| กำหนดเวลาร้องทุกข์ | ตามอายุความทั่วไป ป.อ. ม.95 | ต้องร้องทุกข์ภายใน 3 เดือนนับแต่รู้เรื่องและรู้ตัวผู้กระทำผิด (ป.อ. ม.96) |
ตัวอย่างในตารางเป็นการยกฐานความผิดตามตัวบทเพื่ออธิบาย ไม่ได้อ้างถึงคดีจริงรายใด สำหรับผู้เสียหาย ข้อที่พลาดบ่อยที่สุดคือความผิดอันยอมความได้ต้องร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน หากปล่อยเลยกำหนดจะขาดอายุความแม้อายุความหลักตามมาตรา 95 จะยังเหลืออยู่ก็ตาม ส่วนความผิดที่ยอมความได้ยังเปิดช่องให้เจรจาชดใช้ความเสียหายแล้วถอนคำร้องทุกข์ ซึ่งเป็นแนวทางที่พบบ่อยใน คดีฉ้อโกง และคดียักยอก
ขั้นตอนคดีอาญาเริ่มต้นอย่างไร แจ้งความหรือฟ้องเองได้ไหม?
คดีอาญาเริ่มได้ 2 ทาง ทางแรกคือผู้เสียหายร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 123 ซึ่งทำเป็นหนังสือหรือร้องด้วยปากก็ได้ แต่ต้องมีชื่อที่อยู่ผู้ร้องทุกข์ ลักษณะความผิด พฤติการณ์ ความเสียหาย และชื่อหรือรูปพรรณผู้กระทำผิดเท่าที่บอกได้ จากนั้นตำรวจสอบสวนแล้วส่งสำนวนให้อัยการพิจารณาสั่งฟ้อง ทางที่สองคือผู้เสียหายจ้างทนายความยื่นฟ้องต่อศาลเองตามมาตรา 28 (2) ซึ่งศาลจะไต่สวนมูลฟ้องก่อนตามมาตรา 162 (1)

| ลำดับ | ขั้นตอน | ผู้ดำเนินการ | สาระสำคัญ | ตัวบท |
|---|---|---|---|---|
| 1 | แจ้งความร้องทุกข์ / กล่าวโทษ | ผู้เสียหาย หรือบุคคลอื่นที่พบเห็น | คำร้องทุกข์ต้องระบุลักษณะความผิด พฤติการณ์ ความเสียหาย และตัวผู้กระทำผิดเท่าที่ทราบ | ป.วิ.อ. ม.2 (7)(8), ม.123 |
| 2 | สอบสวน | พนักงานสอบสวน | รวบรวมพยานหลักฐาน แจ้งข้อหาเมื่อมีหลักฐานตามสมควร สอบปากคำผู้ต้องหาโดยแจ้งสิทธิก่อน | ป.วิ.อ. ม.2 (11), ม.134, ม.134/4 |
| 3 | ส่งสำนวนพร้อมความเห็น | พนักงานสอบสวน | ทำความเห็นควรสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องส่งพนักงานอัยการ | ป.วิ.อ. ม.141, ม.142 |
| 4 | อัยการสั่งคดี | พนักงานอัยการ | สั่งฟ้อง สั่งไม่ฟ้อง หรือสั่งสอบสวนเพิ่มเติม อัยการฟ้องไม่ได้ถ้าไม่มีการสอบสวนก่อน | ป.วิ.อ. ม.120, ม.143 |
| 5 | ศาลชั้นต้นพิจารณา | ศาล | อ่านและอธิบายฟ้อง ถามคำให้การ สืบพยานโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลย | ป.วิ.อ. ม.172, ม.173 |
| 6 | คำพิพากษา | ศาล | ลงโทษได้ต่อเมื่อแน่ใจว่ากระทำผิดจริง สงสัยตามสมควรยกประโยชน์ให้จำเลย | ป.วิ.อ. ม.227 |
| 7 | อุทธรณ์ / ฎีกา | คู่ความ | ยื่นภายใน 1 เดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษา | ป.วิ.อ. ม.198, ม.216 |
ทางเลือกระหว่างแจ้งความกับฟ้องเองมีข้อดีข้อเสียต่างกัน การแจ้งความไม่มีค่าใช้จ่ายและใช้อำนาจรัฐรวบรวมพยานหลักฐาน แต่ผู้เสียหายควบคุมจังหวะคดีไม่ได้ ส่วนการฟ้องเองเร็วกว่าและผู้เสียหายเป็นโจทก์เต็มตัว แต่ต้องแบกภาระพิสูจน์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเองและมีค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ ป.วิ.อ. มาตรา 30 ยังให้ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา ซึ่งเป็นทางสายกลางที่ใช้กันมาก
ชั้นสอบสวน ตำรวจทำอะไร และผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวได้นานแค่ไหน?
การสอบสวนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (11) คือการรวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินการทั้งหลายเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหา เพื่อทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิดและเพื่อเอาตัวผู้กระทำผิดมาฟ้องลงโทษ ในขั้นนี้พนักงานสอบสวนจะแจ้งข้อหาตามมาตรา 134 ซึ่งต้องมีหลักฐานตามสมควรว่าผู้นั้นน่าจะได้กระทำผิด กรณีถูกจับ มาตรา 87 กำหนดว่าห้ามควบคุมไว้เกินกว่าจำเป็น และหากไม่ได้ปล่อยชั่วคราวต้องนำตัวไปศาลภายใน 48 ชั่วโมงเพื่อขอหมายขัง

เมื่อถึงศาลแล้ว ศาลจะสั่งขังระหว่างสอบสวน (ที่เรียกกันว่าฝากขัง) ได้เป็นครั้ง ๆ ตามอัตราโทษของความผิดตามมาตรา 87 คือ ความผิดที่มีโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 6 เดือน ศาลสั่งขังได้ครั้งเดียวไม่เกิน 7 วัน ความผิดที่มีโทษจำคุกอย่างสูงเกิน 6 เดือนแต่ไม่ถึง 10 ปี ขังได้หลายครั้งติดกันครั้งละไม่เกิน 12 วัน รวมไม่เกิน 48 วัน และความผิดที่มีโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ขังได้ครั้งละไม่เกิน 12 วัน รวมไม่เกิน 84 วัน ระหว่างนี้ผู้ต้องหายื่นขอปล่อยชั่วคราวได้ทุกครั้ง
| อัตราโทษจำคุกอย่างสูงของข้อหา | ศาลสั่งขังระหว่างสอบสวนได้ | ตัวบท |
|---|---|---|
| ไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 500 บาท | ครั้งเดียว ไม่เกิน 7 วัน | ป.วิ.อ. ม.87 |
| เกิน 6 เดือน แต่ไม่ถึง 10 ปี | หลายครั้งติดกัน ครั้งละไม่เกิน 12 วัน รวมไม่เกิน 48 วัน | ป.วิ.อ. ม.87 |
| ตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป | หลายครั้งติดกัน ครั้งละไม่เกิน 12 วัน รวมไม่เกิน 84 วัน | ป.วิ.อ. ม.87 |
สิ่งสำคัญที่สุดในชั้นสอบสวนคือการให้การ มาตรา 134/4 บังคับให้พนักงานสอบสวนแจ้งก่อนถามคำให้การว่า ผู้ต้องหามีสิทธิที่จะให้การหรือไม่ก็ได้ ถ้อยคำที่ให้อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้ และมีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ที่ไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำ ถ้อยคำที่ให้ไว้ก่อนแจ้งสิทธิเหล่านี้จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานพิสูจน์ความผิดไม่ได้ และมาตรา 135 ห้ามพนักงานสอบสวนให้คำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง ทรมาน หรือใช้กำลังบังคับเพื่อจูงใจให้ให้การ
อัยการสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง ตัดสินจากอะไร?
เมื่อสอบสวนเสร็จ พนักงานสอบสวนทำความเห็นควรสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องส่งไปพร้อมสำนวนยังพนักงานอัยการตาม ป.วิ.อ. มาตรา 141 และ 142 จากนั้นมาตรา 143 ให้อัยการพิจารณาสำนวนแล้วออกคำสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง โดยไม่จำต้องเห็นตามตำรวจ และมีอำนาจสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติมหรือส่งพยานมาให้ซักถามได้ ที่สำคัญ มาตรา 120 ห้ามอัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาลโดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน การสอบสวนที่ชอบด้วยกฎหมายจึงเป็นเงื่อนไขของอำนาจฟ้อง
ในขั้นนี้ผู้ต้องหาไม่ได้อยู่เฉย ๆ เพราะสิ่งที่อัยการดูคือพยานหลักฐานในสำนวน หากผู้ต้องหามีพยานหลักฐานที่แสดงว่าตนไม่ได้กระทำผิดหรือการกระทำขาดองค์ประกอบ มาตรา 134 วรรคสี่ กำหนดให้พนักงานสอบสวนต้องให้โอกาสผู้ต้องหาที่จะแก้ข้อหาและแสดงข้อเท็จจริงอันเป็นประโยชน์แก่ตน การส่งพยานหลักฐานเข้าสำนวนตั้งแต่ชั้นสอบสวนจึงเป็นโอกาสที่จะทำให้คดีจบตั้งแต่อัยการสั่งไม่ฟ้อง โดยไม่ต้องไปพิสูจน์ในศาล ทนายความมีบทบาทสำคัญในการเรียบเรียงคำให้การและพยานหลักฐานส่วนนี้ ⚠️ ทนายต้องยืนยัน (แนวปฏิบัติเรื่องการยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่ออัยการ ให้ทนายยืนยันรายละเอียดตามระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดฉบับปัจจุบัน)
ขั้นตอนในศาลเป็นอย่างไร ตั้งแต่ฟ้องจนถึงคำพิพากษา?
เมื่ออัยการยื่นฟ้อง ผู้ต้องหากลายเป็นจำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 172 กำหนดให้การพิจารณาและสืบพยานทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลย ศาลจะอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง แล้วถามว่ากระทำผิดจริงหรือไม่และจะให้การต่อสู้อย่างไร ถ้าจำเลยรับสารภาพ มาตรา 176 ให้ศาลพิพากษาโดยไม่สืบพยานก็ได้ เว้นแต่ข้อหามีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป ถ้าปฏิเสธ ศาลจะนัดตรวจพยานหลักฐาน สืบพยานโจทก์ สืบพยานจำเลย แล้วพิพากษา
มาตรฐานที่ศาลใช้ตัดสินอยู่ในมาตรา 227 คือให้ศาลใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวง อย่าพิพากษาลงโทษจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทำผิดจริงและจำเลยเป็นผู้กระทำ เมื่อมีความสงสัยตามสมควรให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย และมาตรา 227/1 ยังกำหนดให้ศาลระมัดระวังเป็นพิเศษกับพยานบอกเล่า พยานซัดทอด หรือพยานที่จำเลยไม่มีโอกาสถามค้าน โดยไม่ควรเชื่อพยานเหล่านั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่มีเหตุผลหนักแน่นหรือมีพยานหลักฐานประกอบ
หลังศาลชั้นต้นพิพากษา คู่ความอุทธรณ์ได้ภายใน 1 เดือนตามมาตรา 198 และฎีกาได้ภายใน 1 เดือนตามมาตรา 216 แต่มีข้อจำกัด เช่น มาตรา 193 ทวิ ห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงในคดีที่อัตราโทษอย่างสูงจำคุกไม่เกิน 3 ปีหรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท เว้นแต่เข้าข้อยกเว้น เช่น จำเลยถูกพิพากษาให้จำคุก ระหว่างอุทธรณ์ฎีกา จำเลยยังยื่นขอปล่อยชั่วคราวต่อศาลชั้นต้นได้ตามมาตรา 106 (4)
ผู้ต้องหาและจำเลยมีสิทธิอะไรบ้าง?
ป.วิ.อ. มาตรา 7/1 ให้ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาที่ถูกควบคุมมีสิทธิแจ้งให้ญาติทราบถึงการถูกจับในโอกาสแรก พบและปรึกษาทนายความเป็นการเฉพาะตัว ให้ทนายความเข้าฟังการสอบปากคำ ได้รับการเยี่ยมจากญาติ และได้รับการรักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วย โดยเจ้าพนักงานมีหน้าที่แจ้งสิทธิเหล่านี้ให้ทราบ เมื่อถูกฟ้องแล้ว มาตรา 8 ให้จำเลยมีสิทธิได้รับการพิจารณาคดีด้วยความรวดเร็ว ต่อเนื่อง และเป็นธรรม แต่งทนายความแก้ต่างทุกชั้นศาล และตรวจดูพยานหลักฐานกับสำนวนคดีได้
สิทธิเหล่านี้ไม่ใช่เพียงถ้อยคำในกฎหมาย แต่เป็นเครื่องมือที่ใช้ได้จริงทุกขั้นตอน ตารางด้านล่างสรุปสิทธิสำคัญเทียบกันระหว่างชั้นสอบสวนและชั้นศาล

| สิทธิ | ชั้นสอบสวน (ผู้ต้องหา) | ชั้นศาล (จำเลย) |
|---|---|---|
| มีทนายความ | พบและปรึกษาทนายความเฉพาะตัว ให้ทนายเข้าฟังการสอบปากคำ (ม.7/1) รัฐจัดหาทนายให้ในคดีโทษประหารชีวิต ผู้ต้องหาอายุไม่เกิน 18 ปี หรือคดีโทษจำคุกถ้าต้องการ (ม.134/1) | แต่งทนายความแก้ต่างทุกชั้นศาล (ม.8 (2)) ศาลตั้งทนายให้ตามเงื่อนไขเดียวกัน (ม.173) |
| ให้การหรือไม่ให้การ | มีสิทธิจะให้การหรือไม่ก็ได้ ต้องได้รับแจ้งสิทธิก่อน (ม.134/4) | ไม่ยอมให้การได้ ศาลจดรายงานไว้แล้วพิจารณาต่อ (ม.172) |
| รู้ข้อกล่าวหา | ได้รับแจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่กล่าวหาแล้วจึงแจ้งข้อหา (ม.134) | ศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้ฟัง (ม.172) |
| ปล่อยชั่วคราว | ยื่นต่อพนักงานสอบสวน อัยการ หรือศาลที่ออกหมายขัง (ม.106 (1)(2)) | ยื่นต่อศาลชั้นต้นที่ชำระคดี รวมถึงระหว่างอุทธรณ์ฎีกา (ม.106 (3)(4)) |
| ไม่ถูกบังคับให้การ | ห้ามให้คำมั่น ขู่เข็ญ หลอกลวง ทรมาน หรือใช้กำลังบังคับ (ม.135) | ถ้อยคำที่ได้มาโดยมิชอบในชั้นสอบสวนรับฟังลงโทษไม่ได้ (ม.134/4 วรรคท้าย) |
สิทธิที่คนมักไม่รู้คือสิทธิตามมาตรา 8 (6) ที่ให้จำเลยตรวจหรือคัดสำเนาคำให้การของตนในชั้นสอบสวน และมาตรา 8 (4) ที่ให้ตรวจดูสิ่งที่ยื่นเป็นพยานหลักฐานและคัดสำเนาได้ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญให้ทนายความเตรียมแนวทางถามค้านพยานโจทก์ การใช้สิทธิเหล่านี้ให้ครบตั้งแต่ต้นมักตัดสินผลคดีมากกว่าการแก้ตัวในวันสืบพยาน
ประกันตัวคดีอาญาทำอย่างไร ศาลพิจารณาจากอะไร?
การประกันตัวในภาษากฎหมายเรียกว่า “ปล่อยชั่วคราว” ป.วิ.อ. มาตรา 106 ให้ผู้ต้องหา จำเลย หรือผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องยื่นคำร้องได้ โดยยื่นต่อพนักงานสอบสวนหรืออัยการเมื่อยังไม่ถูกฟ้อง และยื่นต่อศาลเมื่อถูกขังตามหมายศาลหรือถูกฟ้องแล้ว มาตรา 107 กำหนดให้สั่งอย่างรวดเร็ว ส่วนมาตรา 108 ให้พิจารณาความหนักเบาแห่งข้อหา พยานหลักฐาน พฤติการณ์แห่งคดี ความน่าเชื่อถือของหลักประกัน โอกาสหลบหนี และภัยอันตรายที่อาจเกิดจากการปล่อย
มาตรา 107 ยังวางหลักว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยทุกคนพึงได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวโดยอาศัยหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด การปล่อยชั่วคราวจึงเป็นหลัก ส่วนการไม่อนุญาตเป็นข้อยกเว้นที่ต้องมีเหตุตามมาตรา 108 และมาตราที่เกี่ยวข้อง
รูปแบบการปล่อยชั่วคราวตามมาตรา 106 มี 3 แบบ คือ ปล่อยโดยไม่ต้องมีประกัน ปล่อยโดยมีประกัน (สัญญาว่าจะมาตามนัด) และปล่อยโดยมีประกันและหลักประกัน (วางเงินสด หลักทรัพย์ หรือบุคคล) วงเงินและชนิดหลักประกันขึ้นอยู่กับข้อหาและดุลพินิจของศาลหรือเจ้าพนักงาน ⚠️ ทนายต้องยืนยัน (ตารางวงเงินประกันของแต่ละศาลเป็นข้อบังคับหรือแนวปฏิบัติของศาลนั้น ๆ ต้องตรวจสอบเป็นรายศาล) รายละเอียดเรื่องหลักทรัพย์ เอกสาร และระยะเวลาดำเนินการ อ่านต่อได้ที่ ประกันตัว ใช้หลักทรัพย์อะไร ขั้นตอนกี่ชั่วโมง
โทษทางอาญามีอะไรบ้าง ต่างจากคดีแพ่งอย่างไร?
ป.อ. มาตรา 18 กำหนดโทษสำหรับลงแก่ผู้กระทำความผิดไว้ 5 สถาน คือ ประหารชีวิต จำคุก กักขัง ปรับ และริบทรัพย์สิน โดยโทษประหารชีวิตและจำคุกตลอดชีวิตไม่ใช้กับผู้กระทำผิดขณะอายุต่ำกว่า 18 ปี ต่างจากคดีแพ่งที่ผลของคดีคือการชำระหนี้ ชดใช้ค่าเสียหาย หรือบังคับตามสัญญา ซึ่งบังคับเอากับทรัพย์สิน ไม่ใช่เนื้อตัวร่างกาย โทษปรับในคดีอาญาเป็นเงินที่จ่ายให้รัฐ ส่วนค่าเสียหายในคดีแพ่งจ่ายให้ผู้เสียหาย ผู้กระทำผิดอาจต้องรับผิดทั้งสองทางในเรื่องเดียวกัน

| โทษตาม ป.อ. ม.18 | ลักษณะ | เทียบกับผลของคดีแพ่ง |
|---|---|---|
| ประหารชีวิต | โทษสูงสุด ดำเนินการด้วยวิธีฉีดยาหรือสารพิษ (ม.19) | ไม่มี |
| จำคุก | ถูกคุมขังในเรือนจำตามกำหนดเวลาหรือตลอดชีวิต | ไม่มี แพ้คดีแพ่งไม่ติดคุก |
| กักขัง | ถูกกักตัวไว้ในสถานที่กักขังซึ่งไม่ใช่เรือนจำ | ไม่มี |
| ปรับ | ชำระเงินตามจำนวนที่ศาลกำหนดให้แก่รัฐ | ต่างจากค่าเสียหายซึ่งจ่ายให้ผู้เสียหาย |
| ริบทรัพย์สิน | ทรัพย์ที่ใช้หรือได้มาจากการกระทำผิดตกเป็นของแผ่นดิน | ต่างจากการยึดทรัพย์บังคับคดีเพื่อชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ |
นอกจากโทษหลักแล้ว ศาลยังมีเครื่องมืออื่นตามประมวลกฎหมายอาญา เช่น การรอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษตามมาตรา 56 ภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด และมาตรา 58 ที่ให้บวกโทษที่รอไว้เมื่อกระทำผิดซ้ำภายในเวลาที่ศาลกำหนด ⚠️ ทนายต้องยืนยัน (เงื่อนไขและอัตราโทษที่รอได้ตามมาตรา 56 ฉบับปัจจุบัน ให้ทนายยืนยันจากตัวบทที่แก้ไขล่าสุด) ในคดีอาญาที่อัยการเป็นโจทก์ ผู้เสียหายยังยื่นคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนเข้ามาในคดีเดียวกันได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 โดยต้องยื่นก่อนเริ่มสืบพยาน ทำให้ได้ทั้งผลทางอาญาและทางแพ่งในคราวเดียว
อายุความคดีอาญากี่ปี?
ป.อ. มาตรา 95 กำหนดว่าถ้ามิได้ฟ้องและได้ตัวผู้กระทำความผิดมายังศาลภายในกำหนดนับแต่วันกระทำความผิด เป็นอันขาดอายุความ โดยแบ่งตามอัตราโทษเป็น 5 ขั้น ตั้งแต่ 20 ปีสำหรับความผิดที่มีโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุก 20 ปี ลดหลั่นลงมาจนถึง 1 ปีสำหรับความผิดที่มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือนหรือโทษอย่างอื่น ส่วนความผิดอันยอมความได้ มาตรา 96 กำหนดให้ร้องทุกข์ภายใน 3 เดือนนับแต่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิด
| อัตราโทษของความผิด | อายุความ | ตัวบท |
|---|---|---|
| ประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุก 20 ปี | 20 ปี | ป.อ. ม.95 (1) |
| จำคุกกว่า 7 ปีแต่ไม่ถึง 20 ปี | 15 ปี | ป.อ. ม.95 (2) |
| จำคุกกว่า 1 ปีถึง 7 ปี | 10 ปี | ป.อ. ม.95 (3) |
| จำคุกกว่า 1 เดือนถึง 1 ปี | 5 ปี | ป.อ. ม.95 (4) |
| จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือโทษอย่างอื่น | 1 ปี | ป.อ. ม.95 (5) |
| ความผิดอันยอมความได้ (กำหนดร้องทุกข์) | 3 เดือนนับแต่รู้เรื่องและรู้ตัวผู้กระทำผิด | ป.อ. ม.96 |
จุดที่ต่างจากอายุความทางแพ่งคือ อายุความอาญาต้องทั้ง “ฟ้อง” และ “ได้ตัวผู้กระทำผิดมายังศาล” ภายในกำหนด และมาตรา 95 วรรคสอง ยังกำหนดว่าถ้าฟ้องและได้ตัวมาแล้วแต่ผู้กระทำผิดหลบหนีหรือวิกลจริตจนศาลสั่งงดการพิจารณาเกินกำหนดดังกล่าว ก็ขาดอายุความเช่นกัน เมื่อคดีขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6) การนับอายุความในแต่ละฐานความผิดต้องดูอัตราโทษของฐานนั้นและวันกระทำผิดที่แน่นอน จึงควรให้ทนายความตรวจก่อนแจ้งความหรือก่อนยกเป็นข้อต่อสู้
หากคุณกำลังเผชิญกับคดีอาญาไม่ว่าในฐานะผู้เสียหายหรือผู้ถูกกล่าวหา การปรึกษาทนายความตั้งแต่ก่อนให้การครั้งแรกคือสิ่งที่ตัวบทกฎหมายรับรองสิทธิให้ทำได้ และมักเป็นจุดที่ตัดสินทิศทางของคดีทั้งหมด สำนักงานทนายดีให้คำปรึกษาเบื้องต้นโดยไม่มีค่าใช้จ่าย โทร 02-114-7674 หรือ LINE @thanadee.law รับว่าความทั่วประเทศผ่านการปรึกษาออนไลน์และเครือข่ายทนายท้องถิ่น
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับคดีอาญา ถูกแจ้งความหรือถูกฟ้องต้องทำอย่างไร?
รวมคำถามที่คนค้นหาต่อจากคำว่า “คดีอาญา คือ” พร้อมคำตอบสั้นอ้างอิงตัวบทกฎหมาย คำตอบเหล่านี้เป็นข้อมูลทั่วไป ข้อเท็จจริงในแต่ละคดีอาจทำให้ผลต่างออกไป
ถูกแจ้งความแล้วต้องทำอย่างไร?
เมื่อได้รับหมายเรียกจากพนักงานสอบสวน ควรไปตามนัดพร้อมทนายความ เพราะ ป.วิ.อ. มาตรา 7/1 และ 134/4 ให้ผู้ต้องหามีสิทธิพบและปรึกษาทนายความ ให้ทนายความเข้าฟังการสอบปากคำ และมีสิทธิจะให้การหรือไม่ให้การก็ได้ ถ้อยคำที่ให้ไว้อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในชั้นศาล จึงไม่ควรให้การโดยไม่ได้ปรึกษาทนายความก่อน
ผู้ต้องหากับจำเลยต่างกันอย่างไร?
ป.วิ.อ. มาตรา 2 (2) นิยามผู้ต้องหาว่าเป็นบุคคลผู้ถูกหาว่าได้กระทำความผิดแต่ยังมิได้ถูกฟ้องต่อศาล ส่วนมาตรา 2 (3) นิยามจำเลยว่าเป็นบุคคลซึ่งถูกฟ้องยังศาลแล้ว สถานะจึงเปลี่ยนจากผู้ต้องหาเป็นจำเลยเมื่อพนักงานอัยการหรือผู้เสียหายยื่นฟ้องต่อศาล
ถูกจับแล้วตำรวจควบคุมตัวได้กี่ชั่วโมง?
ป.วิ.อ. มาตรา 87 กำหนดว่าถ้าผู้ถูกจับไม่ได้รับการปล่อยชั่วคราวและมีเหตุจำเป็นเพื่อสอบสวนหรือฟ้องคดี ต้องนำตัวไปศาลภายใน 48 ชั่วโมงนับแต่เวลาที่มาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน เพื่อขอหมายขัง เว้นแต่มีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นอย่างอื่น หลังจากนั้นศาลจะสั่งขังได้เป็นครั้ง ๆ ตามอัตราโทษของความผิด
คดีอาญาประกันตัวได้ไหม ใช้อะไรเป็นหลักประกัน?
ผู้ต้องหาหรือจำเลยยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 106 โดยยื่นต่อพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ หรือศาล แล้วแต่ขั้นตอนของคดี มาตรา 107 กำหนดให้เจ้าพนักงานหรือศาลสั่งโดยเร็ว และผู้ต้องหาหรือจำเลยทุกคนพึงได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 108 รูปแบบมีทั้งไม่ต้องมีประกัน มีประกัน หรือมีประกันและหลักประกัน
รับสารภาพแล้วศาลตัดสินเลยไหม?
ป.วิ.อ. มาตรา 176 ให้ศาลพิพากษาโดยไม่สืบพยานต่อไปก็ได้เมื่อจำเลยรับสารภาพตามฟ้อง เว้นแต่ข้อหานั้นกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำให้จำคุกตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไปหรือหนักกว่านั้น ซึ่งศาลต้องฟังพยานโจทก์จนพอใจว่าจำเลยกระทำผิดจริง
ไม่มีเงินจ้างทนาย ศาลตั้งทนายให้ไหม?
ในคดีที่มีอัตราโทษจำคุก ป.วิ.อ. มาตรา 173 กำหนดให้ศาลถามจำเลยก่อนเริ่มพิจารณาว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีและจำเลยต้องการ ศาลจะตั้งทนายความให้ ส่วนคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิตหรือจำเลยอายุไม่เกิน 18 ปี ศาลต้องตั้งให้แม้จำเลยไม่ร้องขอ ในชั้นสอบสวนมาตรา 134/1 ก็มีหลักทำนองเดียวกัน
คดีอาญายอมความได้ไหม?
ได้เฉพาะความผิดที่กฎหมายระบุว่าเป็นความผิดอันยอมความได้ เช่น หมิ่นประมาท ฉ้อโกงทั่วไป ยักยอก ซึ่งเมื่อถอนคำร้องทุกข์ ถอนฟ้อง หรือยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) ส่วนความผิดอาญาแผ่นดิน เช่น ลักทรัพย์ ทำร้ายร่างกาย ยอมความไม่ได้ แม้ผู้เสียหายไม่ติดใจ รัฐก็ดำเนินคดีต่อได้
อุทธรณ์คำพิพากษาคดีอาญาได้ภายในกี่วัน?
ป.วิ.อ. มาตรา 198 กำหนดให้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด 1 เดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาให้คู่ความฝ่ายที่อุทธรณ์ฟัง และมาตรา 216 กำหนดให้ฎีกาภายใน 1 เดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เช่นกัน โดยมีข้อจำกัดการอุทธรณ์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงสำหรับคดีที่มีอัตราโทษต่ำ
แหล่งอ้างอิง (ตัวบทกฎหมายจากหน่วยงานรัฐ): ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แก้ไขถึงฉบับที่ 34 พ.ศ. 2562 (สำนักกฎหมายและวิชาการศาลยุติธรรม jla.coj.go.th) · ประมวลกฎหมายอาญา สำเนาจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (เผยแพร่โดยหน่วยงานรัฐ kukud.go.th แก้ไขถึงฉบับที่ 28 พ.ศ. 2564)
ข้อจำกัดความรับผิด: เนื้อหาในหน้านี้เป็นข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับกฎหมาย ไม่ใช่การให้คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะราย ผลทางกฎหมายในแต่ละกรณีขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน โปรดปรึกษาทนายความก่อนตัดสินใจดำเนินการใด ๆ · เขียน/ตรวจสอบโดย ทีมกฎหมายสำนักงานทนายดี ใบอนุญาตเลขที่ · อัปเดต 22/09/2026