ทนายดีสำนักงานทนายความ
📞 02-114-7674🕒 จันทร์ - เสาร์ 08.30 - 20.00 น.📍 กรุงเทพมหานคร
⚖ ปรึกษากฎหมายฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

คดีอาญาคืออะไร มีขั้นตอนอย่างไรตั้งแต่ถูกกล่าวหาจนถึงศาล สิทธิผู้ต้องหา ประกันตัว และโทษ

ท
ตรวจสอบความถูกต้องโดย ทีมกฎหมายสำนักงานทนายดี · อัปเดตล่าสุด 22 ก.ย. 2026

คดีอาญา เป็นคำที่คนค้นหามากที่สุดคำหนึ่งในหมวดกฎหมาย ทั้งจากฝั่งผู้เสียหายที่อยากรู้ว่าจะแจ้งความอย่างไร และฝั่งผู้ถูกกล่าวหาที่เพิ่งได้รับหมายเรียกแล้วไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรต่อ หน้านี้อธิบายจากตัวบทประมวลกฎหมายอาญาและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาโดยตรง ว่าคดีอาญาคืออะไร ความผิดอาญาต้องมีองค์ประกอบอะไร ขั้นตอนเป็นอย่างไรตั้งแต่แจ้งความร้องทุกข์ สอบสวน อัยการสั่งฟ้อง ศาลพิจารณา จนถึงคำพิพากษาและการอุทธรณ์ รวมถึงสิทธิของผู้ต้องหา การประกันตัว โทษทั้ง 5 สถาน และอายุความ เพื่อให้คุณเข้าใจภาพรวมก่อนตัดสินใจก้าวต่อไป

เพิ่งได้รับหมายเรียก หรือถูกแจ้งความ? อย่าเพิ่งให้การใด ๆ ก่อนปรึกษาทนายความ โทร 02-114-7674 หรือแอด LINE @thanadee.law เพื่อนัดปรึกษาทนายคดีอาญา สำนักงานอยู่กรุงเทพฯ และรับว่าความทั่วประเทศผ่านการปรึกษาออนไลน์และเครือข่ายทนายท้องถิ่น

คดีอาญาคืออะไร?

คดีอาญา คือ คดีที่รัฐดำเนินการเพื่อลงโทษบุคคลซึ่งกระทำการที่กฎหมายบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ หลักนี้อยู่ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 ที่ว่า บุคคลจักต้องรับโทษในทางอาญาต่อเมื่อได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงต้องเป็นโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย ต่างจากคดีแพ่งซึ่งเป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนที่ผลคือการชดใช้หรือบังคับตามสิทธิ ไม่ใช่การลงโทษ

คดีอาญาคืออะไร คดีที่รัฐลงโทษผู้กระทำความผิดตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ป.อ. มาตรา 2
คดีอาญาคืออะไร คดีที่รัฐลงโทษผู้กระทำความผิดตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ป.อ. มาตรา 2

คำที่ต้องรู้ก่อนอ่านต่อคือ “ผู้ต้องหา” และ “จำเลย” ป.วิ.อ. มาตรา 2 (2) ให้ผู้ต้องหาหมายถึงบุคคลผู้ถูกหาว่าได้กระทำความผิดแต่ยังมิได้ถูกฟ้องต่อศาล ส่วนมาตรา 2 (3) ให้จำเลยหมายถึงบุคคลซึ่งถูกฟ้องยังศาลแล้ว ดังนั้นในชั้นตำรวจและอัยการเราเรียกว่าผู้ต้องหา เมื่อคดีถึงศาลจึงเป็นจำเลย และ “ผู้เสียหาย” ตามมาตรา 2 (4) คือบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่ง กฎหมายที่กำหนดว่าอะไรเป็นความผิดอยู่ในประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมายเฉพาะอื่น ๆ ส่วนกฎหมายที่กำหนดขั้นตอนดำเนินคดีคือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

องค์ประกอบความผิดทางอาญามีอะไรบ้าง?

โดยทั่วไปการกระทำจะเป็นความผิดอาญาต้องครบ 3 ส่วน คือ (1) มีการกระทำ ซึ่ง ป.อ. มาตรา 59 วรรคท้าย ให้รวมถึงการงดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผลด้วย (2) การกระทำนั้นครบองค์ประกอบที่กฎหมายบัญญัติเป็นความผิด และ (3) ผู้กระทำมีเจตนา เว้นแต่กฎหมายบัญญัติให้ต้องรับผิดเมื่อกระทำโดยประมาท หรือบัญญัติชัดว่าต้องรับผิดแม้ไม่มีเจตนา ตามมาตรา 59 วรรคแรก หากขาดส่วนใดส่วนหนึ่ง ก็ไม่เป็นความผิดอาญา แม้อาจต้องรับผิดทางแพ่ง

องค์ประกอบความผิดอาญา มีการกระทำ กฎหมายบัญญัติเป็นความผิด และกระทำโดยเจตนาหรือประมาท ป.อ. มาตรา 59
องค์ประกอบความผิดอาญา มีการกระทำ กฎหมายบัญญัติเป็นความผิด และกระทำโดยเจตนาหรือประมาท ป.อ. มาตรา 59

มาตรา 59 อธิบายคำว่าเจตนาว่า ได้แก่ กระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำ และในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น ส่วนประมาท ได้แก่ กระทำความผิดมิใช่โดยเจตนา แต่กระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ ความต่างระหว่างเจตนากับประมาทมีผลอย่างมากต่อฐานความผิดและอัตราโทษ เช่น ทำร้ายร่างกายโดยเจตนา (ม.295) กับกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตราย เป็นคนละฐานความผิดกัน

นอกจากองค์ประกอบทั่วไปแล้ว แต่ละฐานความผิดยังมีองค์ประกอบเฉพาะ เช่น ลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 334 ต้องเป็นการ “เอาทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต” ถ้าไม่มีเจตนาทุจริต เช่น หยิบไปโดยเข้าใจว่าเป็นของตน ก็ขาดองค์ประกอบ การวิเคราะห์ว่าข้อเท็จจริงครบองค์ประกอบหรือไม่คือหัวใจของการต่อสู้คดีอาญา และเป็นงานที่ทนายความต้องทำตั้งแต่ก่อนให้การในชั้นสอบสวน ดูตัวอย่างการแยกองค์ประกอบได้ที่ ยักยอกทรัพย์ต่างจากลักทรัพย์อย่างไร และ องค์ประกอบความผิดหมิ่นประมาท

คดีอาญามีกี่ประเภท ยอมความได้ไหม?

ในแง่การดำเนินคดี คดีอาญาแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ ความผิดอาญาแผ่นดิน ซึ่งรัฐดำเนินคดีได้เองแม้ผู้เสียหายไม่ร้องทุกข์ และยอมความไม่ได้ กับความผิดอันยอมความได้ (ความผิดต่อส่วนตัว) ซึ่ง ป.วิ.อ. มาตรา 121 ห้ามพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเว้นแต่จะมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบ และเมื่อผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ ถอนฟ้อง หรือยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับตามมาตรา 39 (2) ความผิดใดยอมความได้ต้องดูว่ากฎหมายบัญญัติไว้ในหมวดนั้นหรือไม่

ประเด็น ความผิดอาญาแผ่นดิน ความผิดอันยอมความได้
ตัวอย่างฐานความผิด ลักทรัพย์ (ม.334) ทำร้ายร่างกาย (ม.295) ฉ้อโกงประชาชน (ม.343) หมิ่นประมาท (ม.333) ฉ้อโกงทั่วไป (ม.348) ยักยอก (ม.356)
ตำรวจสอบสวนได้เองไหม ได้ แม้ไม่มีคำร้องทุกข์ ต้องมีคำร้องทุกข์ก่อน (ป.วิ.อ. ม.121)
ถอนแจ้งความ/ยอมความแล้วคดีจบไหม ไม่จบ รัฐดำเนินคดีต่อได้ จบ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับ (ป.วิ.อ. ม.39 (2))
กำหนดเวลาร้องทุกข์ ตามอายุความทั่วไป ป.อ. ม.95 ต้องร้องทุกข์ภายใน 3 เดือนนับแต่รู้เรื่องและรู้ตัวผู้กระทำผิด (ป.อ. ม.96)

ตัวอย่างในตารางเป็นการยกฐานความผิดตามตัวบทเพื่ออธิบาย ไม่ได้อ้างถึงคดีจริงรายใด สำหรับผู้เสียหาย ข้อที่พลาดบ่อยที่สุดคือความผิดอันยอมความได้ต้องร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน หากปล่อยเลยกำหนดจะขาดอายุความแม้อายุความหลักตามมาตรา 95 จะยังเหลืออยู่ก็ตาม ส่วนความผิดที่ยอมความได้ยังเปิดช่องให้เจรจาชดใช้ความเสียหายแล้วถอนคำร้องทุกข์ ซึ่งเป็นแนวทางที่พบบ่อยใน คดีฉ้อโกง และคดียักยอก

ขั้นตอนคดีอาญาเริ่มต้นอย่างไร แจ้งความหรือฟ้องเองได้ไหม?

คดีอาญาเริ่มได้ 2 ทาง ทางแรกคือผู้เสียหายร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 123 ซึ่งทำเป็นหนังสือหรือร้องด้วยปากก็ได้ แต่ต้องมีชื่อที่อยู่ผู้ร้องทุกข์ ลักษณะความผิด พฤติการณ์ ความเสียหาย และชื่อหรือรูปพรรณผู้กระทำผิดเท่าที่บอกได้ จากนั้นตำรวจสอบสวนแล้วส่งสำนวนให้อัยการพิจารณาสั่งฟ้อง ทางที่สองคือผู้เสียหายจ้างทนายความยื่นฟ้องต่อศาลเองตามมาตรา 28 (2) ซึ่งศาลจะไต่สวนมูลฟ้องก่อนตามมาตรา 162 (1)

ขั้นตอนคดีอาญา แจ้งความร้องทุกข์ สอบสวน อัยการสั่งฟ้อง ศาลพิจารณา จนถึงคำพิพากษา
ขั้นตอนคดีอาญา แจ้งความร้องทุกข์ สอบสวน อัยการสั่งฟ้อง ศาลพิจารณา จนถึงคำพิพากษา
ลำดับ ขั้นตอน ผู้ดำเนินการ สาระสำคัญ ตัวบท
1 แจ้งความร้องทุกข์ / กล่าวโทษ ผู้เสียหาย หรือบุคคลอื่นที่พบเห็น คำร้องทุกข์ต้องระบุลักษณะความผิด พฤติการณ์ ความเสียหาย และตัวผู้กระทำผิดเท่าที่ทราบ ป.วิ.อ. ม.2 (7)(8), ม.123
2 สอบสวน พนักงานสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน แจ้งข้อหาเมื่อมีหลักฐานตามสมควร สอบปากคำผู้ต้องหาโดยแจ้งสิทธิก่อน ป.วิ.อ. ม.2 (11), ม.134, ม.134/4
3 ส่งสำนวนพร้อมความเห็น พนักงานสอบสวน ทำความเห็นควรสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องส่งพนักงานอัยการ ป.วิ.อ. ม.141, ม.142
4 อัยการสั่งคดี พนักงานอัยการ สั่งฟ้อง สั่งไม่ฟ้อง หรือสั่งสอบสวนเพิ่มเติม อัยการฟ้องไม่ได้ถ้าไม่มีการสอบสวนก่อน ป.วิ.อ. ม.120, ม.143
5 ศาลชั้นต้นพิจารณา ศาล อ่านและอธิบายฟ้อง ถามคำให้การ สืบพยานโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลย ป.วิ.อ. ม.172, ม.173
6 คำพิพากษา ศาล ลงโทษได้ต่อเมื่อแน่ใจว่ากระทำผิดจริง สงสัยตามสมควรยกประโยชน์ให้จำเลย ป.วิ.อ. ม.227
7 อุทธรณ์ / ฎีกา คู่ความ ยื่นภายใน 1 เดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษา ป.วิ.อ. ม.198, ม.216

ทางเลือกระหว่างแจ้งความกับฟ้องเองมีข้อดีข้อเสียต่างกัน การแจ้งความไม่มีค่าใช้จ่ายและใช้อำนาจรัฐรวบรวมพยานหลักฐาน แต่ผู้เสียหายควบคุมจังหวะคดีไม่ได้ ส่วนการฟ้องเองเร็วกว่าและผู้เสียหายเป็นโจทก์เต็มตัว แต่ต้องแบกภาระพิสูจน์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเองและมีค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ ป.วิ.อ. มาตรา 30 ยังให้ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา ซึ่งเป็นทางสายกลางที่ใช้กันมาก

ชั้นสอบสวน ตำรวจทำอะไร และผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวได้นานแค่ไหน?

การสอบสวนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (11) คือการรวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินการทั้งหลายเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหา เพื่อทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิดและเพื่อเอาตัวผู้กระทำผิดมาฟ้องลงโทษ ในขั้นนี้พนักงานสอบสวนจะแจ้งข้อหาตามมาตรา 134 ซึ่งต้องมีหลักฐานตามสมควรว่าผู้นั้นน่าจะได้กระทำผิด กรณีถูกจับ มาตรา 87 กำหนดว่าห้ามควบคุมไว้เกินกว่าจำเป็น และหากไม่ได้ปล่อยชั่วคราวต้องนำตัวไปศาลภายใน 48 ชั่วโมงเพื่อขอหมายขัง

ชั้นสอบสวน ควบคุมตัวผู้ถูกจับได้ไม่เกิน 48 ชั่วโมงแล้วต้องขอศาลฝากขัง ป.วิ.อ. มาตรา 87
ชั้นสอบสวน ควบคุมตัวผู้ถูกจับได้ไม่เกิน 48 ชั่วโมงแล้วต้องขอศาลฝากขัง ป.วิ.อ. มาตรา 87

เมื่อถึงศาลแล้ว ศาลจะสั่งขังระหว่างสอบสวน (ที่เรียกกันว่าฝากขัง) ได้เป็นครั้ง ๆ ตามอัตราโทษของความผิดตามมาตรา 87 คือ ความผิดที่มีโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 6 เดือน ศาลสั่งขังได้ครั้งเดียวไม่เกิน 7 วัน ความผิดที่มีโทษจำคุกอย่างสูงเกิน 6 เดือนแต่ไม่ถึง 10 ปี ขังได้หลายครั้งติดกันครั้งละไม่เกิน 12 วัน รวมไม่เกิน 48 วัน และความผิดที่มีโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ขังได้ครั้งละไม่เกิน 12 วัน รวมไม่เกิน 84 วัน ระหว่างนี้ผู้ต้องหายื่นขอปล่อยชั่วคราวได้ทุกครั้ง

อัตราโทษจำคุกอย่างสูงของข้อหา ศาลสั่งขังระหว่างสอบสวนได้ ตัวบท
ไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 500 บาท ครั้งเดียว ไม่เกิน 7 วัน ป.วิ.อ. ม.87
เกิน 6 เดือน แต่ไม่ถึง 10 ปี หลายครั้งติดกัน ครั้งละไม่เกิน 12 วัน รวมไม่เกิน 48 วัน ป.วิ.อ. ม.87
ตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป หลายครั้งติดกัน ครั้งละไม่เกิน 12 วัน รวมไม่เกิน 84 วัน ป.วิ.อ. ม.87

สิ่งสำคัญที่สุดในชั้นสอบสวนคือการให้การ มาตรา 134/4 บังคับให้พนักงานสอบสวนแจ้งก่อนถามคำให้การว่า ผู้ต้องหามีสิทธิที่จะให้การหรือไม่ก็ได้ ถ้อยคำที่ให้อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้ และมีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ที่ไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำ ถ้อยคำที่ให้ไว้ก่อนแจ้งสิทธิเหล่านี้จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานพิสูจน์ความผิดไม่ได้ และมาตรา 135 ห้ามพนักงานสอบสวนให้คำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง ทรมาน หรือใช้กำลังบังคับเพื่อจูงใจให้ให้การ

อัยการสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง ตัดสินจากอะไร?

เมื่อสอบสวนเสร็จ พนักงานสอบสวนทำความเห็นควรสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องส่งไปพร้อมสำนวนยังพนักงานอัยการตาม ป.วิ.อ. มาตรา 141 และ 142 จากนั้นมาตรา 143 ให้อัยการพิจารณาสำนวนแล้วออกคำสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง โดยไม่จำต้องเห็นตามตำรวจ และมีอำนาจสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติมหรือส่งพยานมาให้ซักถามได้ ที่สำคัญ มาตรา 120 ห้ามอัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาลโดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน การสอบสวนที่ชอบด้วยกฎหมายจึงเป็นเงื่อนไขของอำนาจฟ้อง

ในขั้นนี้ผู้ต้องหาไม่ได้อยู่เฉย ๆ เพราะสิ่งที่อัยการดูคือพยานหลักฐานในสำนวน หากผู้ต้องหามีพยานหลักฐานที่แสดงว่าตนไม่ได้กระทำผิดหรือการกระทำขาดองค์ประกอบ มาตรา 134 วรรคสี่ กำหนดให้พนักงานสอบสวนต้องให้โอกาสผู้ต้องหาที่จะแก้ข้อหาและแสดงข้อเท็จจริงอันเป็นประโยชน์แก่ตน การส่งพยานหลักฐานเข้าสำนวนตั้งแต่ชั้นสอบสวนจึงเป็นโอกาสที่จะทำให้คดีจบตั้งแต่อัยการสั่งไม่ฟ้อง โดยไม่ต้องไปพิสูจน์ในศาล ทนายความมีบทบาทสำคัญในการเรียบเรียงคำให้การและพยานหลักฐานส่วนนี้ ⚠️ ทนายต้องยืนยัน (แนวปฏิบัติเรื่องการยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่ออัยการ ให้ทนายยืนยันรายละเอียดตามระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดฉบับปัจจุบัน)

ขั้นตอนในศาลเป็นอย่างไร ตั้งแต่ฟ้องจนถึงคำพิพากษา?

เมื่ออัยการยื่นฟ้อง ผู้ต้องหากลายเป็นจำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 172 กำหนดให้การพิจารณาและสืบพยานทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลย ศาลจะอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง แล้วถามว่ากระทำผิดจริงหรือไม่และจะให้การต่อสู้อย่างไร ถ้าจำเลยรับสารภาพ มาตรา 176 ให้ศาลพิพากษาโดยไม่สืบพยานก็ได้ เว้นแต่ข้อหามีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป ถ้าปฏิเสธ ศาลจะนัดตรวจพยานหลักฐาน สืบพยานโจทก์ สืบพยานจำเลย แล้วพิพากษา

มาตรฐานที่ศาลใช้ตัดสินอยู่ในมาตรา 227 คือให้ศาลใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวง อย่าพิพากษาลงโทษจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทำผิดจริงและจำเลยเป็นผู้กระทำ เมื่อมีความสงสัยตามสมควรให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย และมาตรา 227/1 ยังกำหนดให้ศาลระมัดระวังเป็นพิเศษกับพยานบอกเล่า พยานซัดทอด หรือพยานที่จำเลยไม่มีโอกาสถามค้าน โดยไม่ควรเชื่อพยานเหล่านั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่มีเหตุผลหนักแน่นหรือมีพยานหลักฐานประกอบ

หลังศาลชั้นต้นพิพากษา คู่ความอุทธรณ์ได้ภายใน 1 เดือนตามมาตรา 198 และฎีกาได้ภายใน 1 เดือนตามมาตรา 216 แต่มีข้อจำกัด เช่น มาตรา 193 ทวิ ห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงในคดีที่อัตราโทษอย่างสูงจำคุกไม่เกิน 3 ปีหรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท เว้นแต่เข้าข้อยกเว้น เช่น จำเลยถูกพิพากษาให้จำคุก ระหว่างอุทธรณ์ฎีกา จำเลยยังยื่นขอปล่อยชั่วคราวต่อศาลชั้นต้นได้ตามมาตรา 106 (4)

ผู้ต้องหาและจำเลยมีสิทธิอะไรบ้าง?

ป.วิ.อ. มาตรา 7/1 ให้ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาที่ถูกควบคุมมีสิทธิแจ้งให้ญาติทราบถึงการถูกจับในโอกาสแรก พบและปรึกษาทนายความเป็นการเฉพาะตัว ให้ทนายความเข้าฟังการสอบปากคำ ได้รับการเยี่ยมจากญาติ และได้รับการรักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วย โดยเจ้าพนักงานมีหน้าที่แจ้งสิทธิเหล่านี้ให้ทราบ เมื่อถูกฟ้องแล้ว มาตรา 8 ให้จำเลยมีสิทธิได้รับการพิจารณาคดีด้วยความรวดเร็ว ต่อเนื่อง และเป็นธรรม แต่งทนายความแก้ต่างทุกชั้นศาล และตรวจดูพยานหลักฐานกับสำนวนคดีได้

สิทธิเหล่านี้ไม่ใช่เพียงถ้อยคำในกฎหมาย แต่เป็นเครื่องมือที่ใช้ได้จริงทุกขั้นตอน ตารางด้านล่างสรุปสิทธิสำคัญเทียบกันระหว่างชั้นสอบสวนและชั้นศาล

สิทธิผู้ต้องหาและจำเลย พบทนายความ ให้การหรือไม่ก็ได้ ขอปล่อยชั่วคราว ป.วิ.อ. มาตรา 7/1 และ 106
สิทธิผู้ต้องหาและจำเลย พบทนายความ ให้การหรือไม่ก็ได้ ขอปล่อยชั่วคราว ป.วิ.อ. มาตรา 7/1 และ 106
สิทธิ ชั้นสอบสวน (ผู้ต้องหา) ชั้นศาล (จำเลย)
มีทนายความ พบและปรึกษาทนายความเฉพาะตัว ให้ทนายเข้าฟังการสอบปากคำ (ม.7/1) รัฐจัดหาทนายให้ในคดีโทษประหารชีวิต ผู้ต้องหาอายุไม่เกิน 18 ปี หรือคดีโทษจำคุกถ้าต้องการ (ม.134/1) แต่งทนายความแก้ต่างทุกชั้นศาล (ม.8 (2)) ศาลตั้งทนายให้ตามเงื่อนไขเดียวกัน (ม.173)
ให้การหรือไม่ให้การ มีสิทธิจะให้การหรือไม่ก็ได้ ต้องได้รับแจ้งสิทธิก่อน (ม.134/4) ไม่ยอมให้การได้ ศาลจดรายงานไว้แล้วพิจารณาต่อ (ม.172)
รู้ข้อกล่าวหา ได้รับแจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่กล่าวหาแล้วจึงแจ้งข้อหา (ม.134) ศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้ฟัง (ม.172)
ปล่อยชั่วคราว ยื่นต่อพนักงานสอบสวน อัยการ หรือศาลที่ออกหมายขัง (ม.106 (1)(2)) ยื่นต่อศาลชั้นต้นที่ชำระคดี รวมถึงระหว่างอุทธรณ์ฎีกา (ม.106 (3)(4))
ไม่ถูกบังคับให้การ ห้ามให้คำมั่น ขู่เข็ญ หลอกลวง ทรมาน หรือใช้กำลังบังคับ (ม.135) ถ้อยคำที่ได้มาโดยมิชอบในชั้นสอบสวนรับฟังลงโทษไม่ได้ (ม.134/4 วรรคท้าย)

สิทธิที่คนมักไม่รู้คือสิทธิตามมาตรา 8 (6) ที่ให้จำเลยตรวจหรือคัดสำเนาคำให้การของตนในชั้นสอบสวน และมาตรา 8 (4) ที่ให้ตรวจดูสิ่งที่ยื่นเป็นพยานหลักฐานและคัดสำเนาได้ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญให้ทนายความเตรียมแนวทางถามค้านพยานโจทก์ การใช้สิทธิเหล่านี้ให้ครบตั้งแต่ต้นมักตัดสินผลคดีมากกว่าการแก้ตัวในวันสืบพยาน

ประกันตัวคดีอาญาทำอย่างไร ศาลพิจารณาจากอะไร?

การประกันตัวในภาษากฎหมายเรียกว่า “ปล่อยชั่วคราว” ป.วิ.อ. มาตรา 106 ให้ผู้ต้องหา จำเลย หรือผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องยื่นคำร้องได้ โดยยื่นต่อพนักงานสอบสวนหรืออัยการเมื่อยังไม่ถูกฟ้อง และยื่นต่อศาลเมื่อถูกขังตามหมายศาลหรือถูกฟ้องแล้ว มาตรา 107 กำหนดให้สั่งอย่างรวดเร็ว ส่วนมาตรา 108 ให้พิจารณาความหนักเบาแห่งข้อหา พยานหลักฐาน พฤติการณ์แห่งคดี ความน่าเชื่อถือของหลักประกัน โอกาสหลบหนี และภัยอันตรายที่อาจเกิดจากการปล่อย

มาตรา 107 ยังวางหลักว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยทุกคนพึงได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวโดยอาศัยหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด การปล่อยชั่วคราวจึงเป็นหลัก ส่วนการไม่อนุญาตเป็นข้อยกเว้นที่ต้องมีเหตุตามมาตรา 108 และมาตราที่เกี่ยวข้อง

รูปแบบการปล่อยชั่วคราวตามมาตรา 106 มี 3 แบบ คือ ปล่อยโดยไม่ต้องมีประกัน ปล่อยโดยมีประกัน (สัญญาว่าจะมาตามนัด) และปล่อยโดยมีประกันและหลักประกัน (วางเงินสด หลักทรัพย์ หรือบุคคล) วงเงินและชนิดหลักประกันขึ้นอยู่กับข้อหาและดุลพินิจของศาลหรือเจ้าพนักงาน ⚠️ ทนายต้องยืนยัน (ตารางวงเงินประกันของแต่ละศาลเป็นข้อบังคับหรือแนวปฏิบัติของศาลนั้น ๆ ต้องตรวจสอบเป็นรายศาล) รายละเอียดเรื่องหลักทรัพย์ เอกสาร และระยะเวลาดำเนินการ อ่านต่อได้ที่ ประกันตัว ใช้หลักทรัพย์อะไร ขั้นตอนกี่ชั่วโมง

โทษทางอาญามีอะไรบ้าง ต่างจากคดีแพ่งอย่างไร?

ป.อ. มาตรา 18 กำหนดโทษสำหรับลงแก่ผู้กระทำความผิดไว้ 5 สถาน คือ ประหารชีวิต จำคุก กักขัง ปรับ และริบทรัพย์สิน โดยโทษประหารชีวิตและจำคุกตลอดชีวิตไม่ใช้กับผู้กระทำผิดขณะอายุต่ำกว่า 18 ปี ต่างจากคดีแพ่งที่ผลของคดีคือการชำระหนี้ ชดใช้ค่าเสียหาย หรือบังคับตามสัญญา ซึ่งบังคับเอากับทรัพย์สิน ไม่ใช่เนื้อตัวร่างกาย โทษปรับในคดีอาญาเป็นเงินที่จ่ายให้รัฐ ส่วนค่าเสียหายในคดีแพ่งจ่ายให้ผู้เสียหาย ผู้กระทำผิดอาจต้องรับผิดทั้งสองทางในเรื่องเดียวกัน

โทษทางอาญา 5 สถาน ประหารชีวิต จำคุก กักขัง ปรับ ริบทรัพย์สิน ตาม ป.อ. มาตรา 18
โทษทางอาญา 5 สถาน ประหารชีวิต จำคุก กักขัง ปรับ ริบทรัพย์สิน ตาม ป.อ. มาตรา 18
โทษตาม ป.อ. ม.18 ลักษณะ เทียบกับผลของคดีแพ่ง
ประหารชีวิต โทษสูงสุด ดำเนินการด้วยวิธีฉีดยาหรือสารพิษ (ม.19) ไม่มี
จำคุก ถูกคุมขังในเรือนจำตามกำหนดเวลาหรือตลอดชีวิต ไม่มี แพ้คดีแพ่งไม่ติดคุก
กักขัง ถูกกักตัวไว้ในสถานที่กักขังซึ่งไม่ใช่เรือนจำ ไม่มี
ปรับ ชำระเงินตามจำนวนที่ศาลกำหนดให้แก่รัฐ ต่างจากค่าเสียหายซึ่งจ่ายให้ผู้เสียหาย
ริบทรัพย์สิน ทรัพย์ที่ใช้หรือได้มาจากการกระทำผิดตกเป็นของแผ่นดิน ต่างจากการยึดทรัพย์บังคับคดีเพื่อชำระหนี้ให้เจ้าหนี้

นอกจากโทษหลักแล้ว ศาลยังมีเครื่องมืออื่นตามประมวลกฎหมายอาญา เช่น การรอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษตามมาตรา 56 ภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด และมาตรา 58 ที่ให้บวกโทษที่รอไว้เมื่อกระทำผิดซ้ำภายในเวลาที่ศาลกำหนด ⚠️ ทนายต้องยืนยัน (เงื่อนไขและอัตราโทษที่รอได้ตามมาตรา 56 ฉบับปัจจุบัน ให้ทนายยืนยันจากตัวบทที่แก้ไขล่าสุด) ในคดีอาญาที่อัยการเป็นโจทก์ ผู้เสียหายยังยื่นคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนเข้ามาในคดีเดียวกันได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 โดยต้องยื่นก่อนเริ่มสืบพยาน ทำให้ได้ทั้งผลทางอาญาและทางแพ่งในคราวเดียว

อายุความคดีอาญากี่ปี?

ป.อ. มาตรา 95 กำหนดว่าถ้ามิได้ฟ้องและได้ตัวผู้กระทำความผิดมายังศาลภายในกำหนดนับแต่วันกระทำความผิด เป็นอันขาดอายุความ โดยแบ่งตามอัตราโทษเป็น 5 ขั้น ตั้งแต่ 20 ปีสำหรับความผิดที่มีโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุก 20 ปี ลดหลั่นลงมาจนถึง 1 ปีสำหรับความผิดที่มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือนหรือโทษอย่างอื่น ส่วนความผิดอันยอมความได้ มาตรา 96 กำหนดให้ร้องทุกข์ภายใน 3 เดือนนับแต่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิด

อัตราโทษของความผิด อายุความ ตัวบท
ประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุก 20 ปี 20 ปี ป.อ. ม.95 (1)
จำคุกกว่า 7 ปีแต่ไม่ถึง 20 ปี 15 ปี ป.อ. ม.95 (2)
จำคุกกว่า 1 ปีถึง 7 ปี 10 ปี ป.อ. ม.95 (3)
จำคุกกว่า 1 เดือนถึง 1 ปี 5 ปี ป.อ. ม.95 (4)
จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือโทษอย่างอื่น 1 ปี ป.อ. ม.95 (5)
ความผิดอันยอมความได้ (กำหนดร้องทุกข์) 3 เดือนนับแต่รู้เรื่องและรู้ตัวผู้กระทำผิด ป.อ. ม.96

จุดที่ต่างจากอายุความทางแพ่งคือ อายุความอาญาต้องทั้ง “ฟ้อง” และ “ได้ตัวผู้กระทำผิดมายังศาล” ภายในกำหนด และมาตรา 95 วรรคสอง ยังกำหนดว่าถ้าฟ้องและได้ตัวมาแล้วแต่ผู้กระทำผิดหลบหนีหรือวิกลจริตจนศาลสั่งงดการพิจารณาเกินกำหนดดังกล่าว ก็ขาดอายุความเช่นกัน เมื่อคดีขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6) การนับอายุความในแต่ละฐานความผิดต้องดูอัตราโทษของฐานนั้นและวันกระทำผิดที่แน่นอน จึงควรให้ทนายความตรวจก่อนแจ้งความหรือก่อนยกเป็นข้อต่อสู้

หากคุณกำลังเผชิญกับคดีอาญาไม่ว่าในฐานะผู้เสียหายหรือผู้ถูกกล่าวหา การปรึกษาทนายความตั้งแต่ก่อนให้การครั้งแรกคือสิ่งที่ตัวบทกฎหมายรับรองสิทธิให้ทำได้ และมักเป็นจุดที่ตัดสินทิศทางของคดีทั้งหมด สำนักงานทนายดีให้คำปรึกษาเบื้องต้นโดยไม่มีค่าใช้จ่าย โทร 02-114-7674 หรือ LINE @thanadee.law รับว่าความทั่วประเทศผ่านการปรึกษาออนไลน์และเครือข่ายทนายท้องถิ่น

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับคดีอาญา ถูกแจ้งความหรือถูกฟ้องต้องทำอย่างไร?

รวมคำถามที่คนค้นหาต่อจากคำว่า “คดีอาญา คือ” พร้อมคำตอบสั้นอ้างอิงตัวบทกฎหมาย คำตอบเหล่านี้เป็นข้อมูลทั่วไป ข้อเท็จจริงในแต่ละคดีอาจทำให้ผลต่างออกไป

ถูกแจ้งความแล้วต้องทำอย่างไร?

เมื่อได้รับหมายเรียกจากพนักงานสอบสวน ควรไปตามนัดพร้อมทนายความ เพราะ ป.วิ.อ. มาตรา 7/1 และ 134/4 ให้ผู้ต้องหามีสิทธิพบและปรึกษาทนายความ ให้ทนายความเข้าฟังการสอบปากคำ และมีสิทธิจะให้การหรือไม่ให้การก็ได้ ถ้อยคำที่ให้ไว้อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในชั้นศาล จึงไม่ควรให้การโดยไม่ได้ปรึกษาทนายความก่อน

ผู้ต้องหากับจำเลยต่างกันอย่างไร?

ป.วิ.อ. มาตรา 2 (2) นิยามผู้ต้องหาว่าเป็นบุคคลผู้ถูกหาว่าได้กระทำความผิดแต่ยังมิได้ถูกฟ้องต่อศาล ส่วนมาตรา 2 (3) นิยามจำเลยว่าเป็นบุคคลซึ่งถูกฟ้องยังศาลแล้ว สถานะจึงเปลี่ยนจากผู้ต้องหาเป็นจำเลยเมื่อพนักงานอัยการหรือผู้เสียหายยื่นฟ้องต่อศาล

ถูกจับแล้วตำรวจควบคุมตัวได้กี่ชั่วโมง?

ป.วิ.อ. มาตรา 87 กำหนดว่าถ้าผู้ถูกจับไม่ได้รับการปล่อยชั่วคราวและมีเหตุจำเป็นเพื่อสอบสวนหรือฟ้องคดี ต้องนำตัวไปศาลภายใน 48 ชั่วโมงนับแต่เวลาที่มาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน เพื่อขอหมายขัง เว้นแต่มีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นอย่างอื่น หลังจากนั้นศาลจะสั่งขังได้เป็นครั้ง ๆ ตามอัตราโทษของความผิด

คดีอาญาประกันตัวได้ไหม ใช้อะไรเป็นหลักประกัน?

ผู้ต้องหาหรือจำเลยยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 106 โดยยื่นต่อพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ หรือศาล แล้วแต่ขั้นตอนของคดี มาตรา 107 กำหนดให้เจ้าพนักงานหรือศาลสั่งโดยเร็ว และผู้ต้องหาหรือจำเลยทุกคนพึงได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 108 รูปแบบมีทั้งไม่ต้องมีประกัน มีประกัน หรือมีประกันและหลักประกัน

รับสารภาพแล้วศาลตัดสินเลยไหม?

ป.วิ.อ. มาตรา 176 ให้ศาลพิพากษาโดยไม่สืบพยานต่อไปก็ได้เมื่อจำเลยรับสารภาพตามฟ้อง เว้นแต่ข้อหานั้นกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำให้จำคุกตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไปหรือหนักกว่านั้น ซึ่งศาลต้องฟังพยานโจทก์จนพอใจว่าจำเลยกระทำผิดจริง

ไม่มีเงินจ้างทนาย ศาลตั้งทนายให้ไหม?

ในคดีที่มีอัตราโทษจำคุก ป.วิ.อ. มาตรา 173 กำหนดให้ศาลถามจำเลยก่อนเริ่มพิจารณาว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีและจำเลยต้องการ ศาลจะตั้งทนายความให้ ส่วนคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิตหรือจำเลยอายุไม่เกิน 18 ปี ศาลต้องตั้งให้แม้จำเลยไม่ร้องขอ ในชั้นสอบสวนมาตรา 134/1 ก็มีหลักทำนองเดียวกัน

คดีอาญายอมความได้ไหม?

ได้เฉพาะความผิดที่กฎหมายระบุว่าเป็นความผิดอันยอมความได้ เช่น หมิ่นประมาท ฉ้อโกงทั่วไป ยักยอก ซึ่งเมื่อถอนคำร้องทุกข์ ถอนฟ้อง หรือยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) ส่วนความผิดอาญาแผ่นดิน เช่น ลักทรัพย์ ทำร้ายร่างกาย ยอมความไม่ได้ แม้ผู้เสียหายไม่ติดใจ รัฐก็ดำเนินคดีต่อได้

อุทธรณ์คำพิพากษาคดีอาญาได้ภายในกี่วัน?

ป.วิ.อ. มาตรา 198 กำหนดให้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด 1 เดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาให้คู่ความฝ่ายที่อุทธรณ์ฟัง และมาตรา 216 กำหนดให้ฎีกาภายใน 1 เดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เช่นกัน โดยมีข้อจำกัดการอุทธรณ์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงสำหรับคดีที่มีอัตราโทษต่ำ

แหล่งอ้างอิง (ตัวบทกฎหมายจากหน่วยงานรัฐ): ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แก้ไขถึงฉบับที่ 34 พ.ศ. 2562 (สำนักกฎหมายและวิชาการศาลยุติธรรม jla.coj.go.th) · ประมวลกฎหมายอาญา สำเนาจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (เผยแพร่โดยหน่วยงานรัฐ kukud.go.th แก้ไขถึงฉบับที่ 28 พ.ศ. 2564)

ข้อจำกัดความรับผิด: เนื้อหาในหน้านี้เป็นข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับกฎหมาย ไม่ใช่การให้คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะราย ผลทางกฎหมายในแต่ละกรณีขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน โปรดปรึกษาทนายความก่อนตัดสินใจดำเนินการใด ๆ · เขียน/ตรวจสอบโดย ทีมกฎหมายสำนักงานทนายดี ใบอนุญาตเลขที่ · อัปเดต 22/09/2026

มีปัญหาเรื่องนี้อยู่? ปรึกษาทนายฟรี

ปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ทนายมีใบอนุญาตพร้อมช่วยเหลือคุณ

Share with