ค่าส่วนต่างหลังรถโดนยึด คิดยังไง ต้องจ่ายเท่าไหร่ ตรวจยอดก่อนจ่าย
ค่าส่วนต่างหลังรถโดนยึด คือเงินที่ไฟแนนซ์เรียกเก็บจากผู้เช่าซื้อ เมื่อยึดรถไปขายทอดตลาดแล้วได้ราคาน้อยกว่ายอดหนี้ที่ค้างอยู่ตามสัญญา หลายคนได้รับใบแจ้งยอดหรือหมายศาลเรียกค่าขาดราคาเป็นหลักแสน จึงสงสัยว่าตัวเลขนี้คิดมาจากอะไร และต้องจ่ายทั้งหมดจริงไหม หน้านี้อธิบายว่ายอดส่วนต่างประกอบด้วยรายการใดได้บ้าง รายการใดที่ไฟแนนซ์ไม่มีสิทธิคิด และควรตรวจอะไรก่อนจ่าย โดยอ้างอิงประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาฯ เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ พ.ศ. 2565 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ส่วนขั้นตอนหลังยึดรถและเรื่องค้างกี่งวดถึงถูกยึด มีหน้าแยกต่างหาก
ได้ใบแจ้งยอดส่วนต่างหรือหมายศาลเรียกค่าขาดราคา อยากให้ทนายช่วยตรวจยอด? โทร 02-114-7674 หรือแอด LINE @thanadee.law เพื่อนัดปรึกษาทนายคดีเช่าซื้อรถ เป็นรายกรณี (ปรึกษาเบื้องต้นไม่มีค่าใช้จ่าย)
ค่าส่วนต่างหลังรถโดนยึด คืออะไร ต่างจากค่าขาดราคาไหม?
ค่าส่วนต่าง ค่าขาดราคา และ “มูลหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญาเช่าซื้อ” เป็นเรื่องเดียวกัน ต่างกันเพียงคำที่ใช้ ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาฯ พ.ศ. 2565 ใช้คำว่ามูลหนี้ส่วนที่ขาด ส่วนไฟแนนซ์และศาลมักเรียกว่าค่าขาดราคา ความหมายคือ เมื่อไฟแนนซ์บอกเลิกสัญญา ยึดรถ แล้วนำรถออกขายทอดตลาด หากราคาที่ขายได้น้อยกว่าหนี้ที่ค้างอยู่ ผู้เช่าซื้อรับผิดในส่วนที่ขาด แต่ถ้าขายได้มากกว่าหนี้ ไฟแนนซ์ต้องคืนเงินส่วนเกิน

ฐานทางกฎหมายมาจากสองส่วน ส่วนแรกคือประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 ที่ระบุว่าการใช้สิทธิเลิกสัญญาไม่กระทบสิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย ไฟแนนซ์จึงยังเรียกค่าเสียหายได้แม้ยึดรถไปแล้ว ส่วนที่สองคือประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาฯ พ.ศ. 2565 ซึ่งออกตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 35 ทวิ กำหนดชัดว่ายอดส่วนที่ขาดคำนวณจากรายการใดได้บ้าง และห้ามคิดรายการใด ประกาศฉบับนี้ใช้กับสัญญาที่ทำหลังประกาศมีผลบังคับ (พ้น 90 วันนับแต่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 12 ตุลาคม 2565) สัญญาที่ทำก่อนหน้านั้นยังใช้ประกาศฉบับ พ.ศ. 2561 ตามข้อ 7 ของประกาศ ก่อนตรวจยอดจึงต้องดูวันทำสัญญาก่อนเสมอ
ยอดค่าส่วนต่างที่ไฟแนนซ์เรียกเก็บ ประกอบด้วยอะไรบ้าง?
ตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาฯ พ.ศ. 2565 ข้อ 5 (4) ก. วรรคสาม มูลหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญาเช่าซื้อให้คำนวณจากสามรายการเท่านั้น คือ ค่างวดที่ผิดนัดชำระ ค่างวดที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระ และค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายในการทวงถามหนี้ก่อนบอกเลิกสัญญา จากนั้นนำราคาที่ขายรถได้มาหักออก ผลลัพธ์คือค่าส่วนต่างที่ผู้เช่าซื้อต้องรับผิด ถ้าใบแจ้งยอดมีรายการนอกเหนือจากนี้ ต้องตั้งคำถามว่ารายการนั้นมีสิทธิคิดหรือไม่

| รายการในใบแจ้งยอด | คิดได้ตามประกาศ พ.ศ. 2565 ไหม | อ้างอิง |
|---|---|---|
| ค่างวดที่ผิดนัดชำระก่อนบอกเลิกสัญญา | คิดได้ | ข้อ 5 (4) ก. วรรคสาม |
| ค่างวดที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระ (เฉพาะส่วนเงินต้น หลังหักส่วนลดดอกเบี้ย) | คิดได้ แต่ต้องให้ส่วนลดดอกเบี้ยตามข้อ 5 (9) | ข้อ 5 (4) ก. และ (9) |
| ค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายในการทวงถามหนี้ก่อนบอกเลิกสัญญา | คิดได้ เท่าที่จ่ายจริงและมีหลักฐานตรวจสอบได้ | ข้อ 5 (1) จ. และ (4) ก. |
| ดอกเบี้ยเช่าซื้อของงวดที่ยังไม่ถึงกำหนด หลังบอกเลิกสัญญา | คิดไม่ได้ | ข้อ 5 (4) ค. |
| เบี้ยปรับผิดนัดค่างวด | คิดได้ไม่เกินร้อยละ 5 ต่อปีของยอดที่ผิดนัด | ข้อ 6 (2) |
| ค่าใช้จ่ายในการขาย | ต้องแจ้งรายละเอียด เท่าที่จ่ายจริง โดยประหยัดและมีเหตุผลอันสมควร | ข้อ 5 (4) ค. |
| ค่าติดตามเอารถกลับคืน | ไม่อยู่ในนิยามค่าทวงถามหนี้ ต้องตรวจว่ามีสิทธิคิดหรือไม่ | ข้อ 4 นิยาม |
| เงินหรือค่าใช้จ่ายอื่นนอกเหนือจากที่ประกาศกำหนด | คิดไม่ได้ | ข้อ 6 (7) |
ข้อสังเกตคือ ประกาศข้อ 6 (5) ยังห้ามใช้ข้อสัญญาที่ให้ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดชำระเงินใด ๆ เมื่อไฟแนนซ์บอกเลิกสัญญาและกลับเข้าครอบครองรถ เว้นแต่เบี้ยปรับผิดนัด ค่าทวงถามหนี้ หรือภาษีมูลค่าเพิ่มที่คงเหลือ เท่าที่จ่ายจริง ความสัมพันธ์ระหว่างข้อ 6 (5) กับข้อ 5 (4) ข. ที่ให้ผู้เช่าซื้อรับผิดในส่วนที่ขาดหลังขายรถ เป็นประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องให้ทนายวิเคราะห์ตามข้อเท็จจริงของแต่ละสัญญา รายละเอียดของขั้นตอนตั้งแต่ยึดรถจนถึงวันขาย อ่านได้ที่หน้า รถโดนยึด ทำอย่างไร
ไฟแนนซ์คิดดอกเบี้ยของงวดที่ยังไม่ถึงกำหนดมารวมในยอดส่วนต่างได้ไหม?
ไม่ได้ ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาฯ พ.ศ. 2565 ข้อ 5 (4) ค. ระบุว่าผู้ให้เช่าซื้อต้องไม่เรียกเก็บดอกเบี้ยเช่าซื้อที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระหลังจากที่บอกเลิกสัญญากับผู้เช่าซื้อ นี่คือจุดที่ทำให้ยอดส่วนต่างในใบแจ้งหนี้หลายฉบับสูงเกินจริง เพราะค่างวดแต่ละงวดมีดอกเบี้ยฝังอยู่ หากไฟแนนซ์นำค่างวดที่เหลือทั้งหมดมาบวกโดยไม่ตัดดอกเบี้ยออก ยอดจะสูงกว่าที่กฎหมายให้คิด

วิธีตรวจคือดู “ตารางแสดงภาระหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อ” ที่ประกาศข้อ 5 (1) ง. บังคับให้ไฟแนนซ์ส่งมอบพร้อมสัญญา ตารางนี้แยกค่างวดแต่ละงวดเป็นเงินต้น ดอกเบี้ย และภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมแสดงเงินต้นคงค้างและส่วนลดดอกเบี้ยที่จะได้รับ เมื่อทราบว่าไฟแนนซ์บอกเลิกสัญญาที่งวดใด ก็นำเงินต้นคงค้าง ณ งวดนั้นมาเทียบกับยอดในใบแจ้งหนี้ได้ทันที หากไม่เคยได้รับตารางนี้ ควรขอจากไฟแนนซ์เป็นหนังสือ เพราะเป็นเอกสารสำคัญที่สุดในการตรวจยอดหนี้ในคดีเช่าซื้อรถ
ส่วนลดดอกเบี้ยตามประกาศ สคบ. 2565 คิดอย่างไร?
ประกาศข้อ 5 (9) กำหนดส่วนลดดอกเบี้ยเช่าซื้อที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระไว้สามขั้น ตามสัดส่วนค่างวดที่ผ่อนมาแล้ว คือ ผ่อนมาไม่เกินหนึ่งในสาม ได้ส่วนลดไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ผ่อนมาไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามแต่ไม่เกินสองในสาม ได้ส่วนลดไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 และผ่อนมาเกินสองในสาม ได้ส่วนลดดอกเบี้ยทั้งหมด ส่วนลดนี้ใช้ทั้งกรณีปิดบัญชีก่อนกำหนดและกรณีใช้สิทธิซื้อรถคืนหลังถูกยึดตามข้อ 5 (4) ก.

| ค่างวดที่ผ่อนมาแล้ว (เทียบกับจำนวนงวดในสัญญา) | ส่วนลดดอกเบี้ยที่ยังไม่ถึงกำหนด | อ้างอิง |
|---|---|---|
| ไม่เกิน 1 ใน 3 | ไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 | ข้อ 5 (9) ก. |
| ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 แต่ไม่เกิน 2 ใน 3 | ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 | ข้อ 5 (9) ข. |
| เกินกว่า 2 ใน 3 | ส่วนลดทั้งหมด (ร้อยละ 100) | ข้อ 5 (9) ค. |
ส่วนลดสามขั้นนี้เกี่ยวข้องกับค่าส่วนต่างในสองจังหวะ จังหวะแรกคือช่วงที่ไฟแนนซ์ส่งหนังสือให้สิทธิซื้อรถคืนก่อนประมูล ซึ่งประกาศข้อ 5 (4) ก. บังคับให้ไฟแนนซ์ให้ส่วนลดตามอัตรานี้ในยอดที่ให้ผู้เช่าซื้อซื้อคืน จังหวะที่สองคือหลังขายรถแล้ว เมื่อประกาศข้อ 5 (4) ค. ห้ามคิดดอกเบี้ยที่ยังไม่ถึงกำหนดหลังบอกเลิกสัญญา ยอดค่างวดที่เหลือที่นำมาคิดส่วนต่างจึงควรเป็นส่วนเงินต้นเป็นหลัก ประกาศระบุให้คำนวณส่วนลดตามมาตรฐานการบัญชีว่าด้วยสัญญาเช่า ตัวเลขจริงจึงขึ้นกับตารางภาระหนี้ของแต่ละสัญญา และวิธีที่ไฟแนนซ์นำส่วนลดมาใช้กับยอดหลังขายรถเป็นเรื่องที่ควรให้ทนายตรวจ
เบี้ยปรับผิดนัดคิดได้เท่าไหร่ และค่าติดตามทวงถามรวมในยอดได้ไหม?
ประกาศข้อ 6 (2) ห้ามใช้ข้อสัญญาที่ให้ไฟแนนซ์คิดเบี้ยปรับผิดนัดค่างวดเกินกว่าอัตราร้อยละ 5 ต่อปี โดยคำนวณจากยอดเงินที่ผิดนัดชำระ ไม่ใช่จากยอดหนี้ทั้งสัญญา ส่วนค่าทวงถามหนี้ ประกาศข้อ 5 (1) จ. ให้คิดได้ตามอัตราที่คณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ประกาศกำหนด ต้องระบุวิธีคำนวณไว้ในเอกสารแนบท้ายสัญญา และต้องมีหลักฐานการทวงถามให้ตรวจสอบได้ ค่าติดตามเอารถกลับคืนไม่อยู่ในนิยามค่าทวงถามหนี้ตามข้อ 4

นอกจากเพดานตามประกาศแล้ว ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 ยังให้อำนาจศาลลดเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ แต่มีข้อควรระวังในมาตราเดียวกันว่า เมื่อได้ใช้เงินตามเบี้ยปรับแล้ว สิทธิเรียกร้องขอลดก็เป็นอันขาดไป กล่าวคือถ้าจ่ายเบี้ยปรับไปก่อนโดยไม่โต้แย้ง โอกาสขอให้ศาลลดภายหลังจะหมดไป นี่คือเหตุผลหลักที่ควรตรวจยอดก่อนจ่าย และหากจะตกลงชำระบางส่วน ควรทำเป็นหนังสือระบุชัดว่าเป็นการชำระรายการใด ทั้งนี้อัตราค่าทวงถามหนี้ที่ใช้บังคับในปัจจุบันเป็นประกาศของคณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ ซึ่งควรตรวจสอบฉบับล่าสุด
ราคาที่ขายรถได้กระทบยอดส่วนต่างอย่างไร ถ้าขายได้เกินหนี้ต้องคืนเราไหม?
ราคาขายคือตัวหักที่ใหญ่ที่สุดในสูตรค่าส่วนต่าง ประกาศข้อ 5 (4) ข. วรรคสอง กำหนดว่า หากขายรถได้ราคาเกินกว่ามูลหนี้ส่วนที่ขาด ไฟแนนซ์ต้องคืนเงินส่วนที่เกินให้ผู้เช่าซื้อ แต่ถ้าได้ราคาน้อยกว่า ผู้เช่าซื้อรับผิดในส่วนที่ขาด ยิ่งขายได้ราคาต่ำ ค่าส่วนต่างยิ่งสูง ประกาศจึงกำหนดว่าต้องแจ้งราคาที่จะขายในการประมูลครั้งแรก ห้ามปรับลดราคาโดยไม่แจ้งก่อน และห้ามไฟแนนซ์เข้าสู้ราคาเอง

สิ่งที่ควรตรวจในส่วนนี้คือ ราคาที่ขายได้จริงตรงกับราคาที่ไฟแนนซ์เคยแจ้งไว้ในหนังสือแจ้งวันประมูลหรือไม่ ถ้าขายได้ต่ำกว่าราคาที่แจ้ง มีหนังสือแจ้งการปรับลดราคามาก่อนหรือไม่ และรถถูกขายให้ใคร ในราคาที่สมเหตุสมผลกับสภาพรถและราคาตลาดหรือไม่ ประเด็นเหล่านี้เป็นข้อเท็จจริงที่ต้องอาศัยเอกสารจากฝั่งไฟแนนซ์ ซึ่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 29 กำหนดว่า ข้อเท็จจริงที่อยู่ในความรู้เห็นโดยเฉพาะของผู้ประกอบธุรกิจ ภาระการพิสูจน์ตกอยู่แก่ผู้ประกอบธุรกิจ เมื่อเป็นคดีในศาล ไฟแนนซ์จึงมีหน้าที่แสดงหลักฐานเรื่องการขายและการคำนวณ
หนังสือแจ้งผลการขายต้องระบุอะไร และถ้าไม่ได้รับควรทำอย่างไร?
ประกาศข้อ 5 (4) ค. กำหนดให้ไฟแนนซ์มีหนังสือแจ้งผู้เช่าซื้อภายใน 15 วันนับแต่วันที่ทำการขาย โดยต้องระบุชื่อผู้ทำการขาย วันและสถานที่ขาย ราคาที่ขายได้ รายละเอียดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการขายเท่าที่จ่ายจริง และจำนวนเงินส่วนเกินที่คืนให้ หรือจำนวนเงินที่ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดในส่วนที่ขาด หนังสือฉบับนี้คือเอกสารหลักที่ใช้ตรวจว่าค่าส่วนต่างถูกต้องหรือไม่
หากไม่เคยได้รับหนังสือแจ้งผลการขาย หรือได้รับแต่ไม่มีรายละเอียด ควรทำหนังสือขอเอกสารจากไฟแนนซ์ โดยขอทั้งหนังสือแจ้งผลการขาย ตารางแสดงภาระหนี้ ประวัติการชำระ และหลักฐานค่าใช้จ่ายในการขายและการทวงถาม ส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับและเก็บสำเนาไว้ การที่ไฟแนนซ์ไม่ปฏิบัติตามลำดับขั้นตอนในประกาศ เช่น ไม่ส่งหนังสือแจ้งสิทธิซื้อคืนล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน หรือไม่แจ้งวันประมูลล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วัน เป็นข้อเท็จจริงที่ทนายอาจนำมาใช้โต้แย้งยอดส่วนต่างได้ ตามข้อ 5 (4) ก. วรรคสอง ที่ให้ไฟแนนซ์รับผิดในความเสียหายจากการไม่แจ้ง รายละเอียดเรื่องหนังสือแจ้งแต่ละฉบับอยู่ที่หน้า รถโดนยึด ทำอย่างไร
ตรวจใบแจ้งยอดส่วนต่างอย่างไรก่อนจ่าย?
ให้ตรวจสี่เรื่องตามลำดับ หนึ่ง วันทำสัญญาว่าอยู่ภายใต้ประกาศฉบับ พ.ศ. 2565 หรือ พ.ศ. 2561 สอง ยอดตั้งต้นว่ามาจากค่างวดค้าง ค่างวดที่เหลือ และค่าทวงถามเท่านั้นหรือไม่ และตัดดอกเบี้ยที่ยังไม่ถึงกำหนดออกแล้วหรือยัง สาม ราคาขายและค่าใช้จ่ายในการขายว่ามีหลักฐานและสมเหตุสมผลหรือไม่ สี่ เบี้ยปรับว่าคิดจากยอดที่ผิดนัดในอัตราไม่เกินร้อยละ 5 ต่อปีหรือไม่ ทำตามเช็คลิสต์ด้านล่างแล้วบันทึกข้อสงสัยไว้ก่อนคุยกับทนาย
| ข้อที่ต้องตรวจ | เอกสารที่ใช้ | สัญญาณว่ายอดอาจไม่ถูกต้อง |
|---|---|---|
| วันทำสัญญาและประกาศฉบับที่ใช้บังคับ | สัญญาเช่าซื้อหน้าแรก | ใบแจ้งยอดอ้างเงื่อนไขที่ไม่ตรงกับประกาศฉบับที่ใช้กับสัญญาของเรา |
| จำนวนงวดที่ผ่อนแล้วและงวดที่ค้าง | ประวัติการชำระ ใบเสร็จ สลิปโอน | จำนวนงวดค้างในใบแจ้งยอดมากกว่าความจริง หรือนับงวดที่จ่ายแล้วเป็นค้าง |
| ค่างวดที่เหลือถูกตัดดอกเบี้ยที่ยังไม่ถึงกำหนดหรือยัง | ตารางแสดงภาระหนี้ตามสัญญา | ยอดค่างวดที่เหลือเท่ากับค่างวดเต็มคูณจำนวนงวด โดยไม่มีบรรทัดหักดอกเบี้ย |
| ส่วนลดดอกเบี้ยตามสัดส่วนที่ผ่อนมา | ตารางแสดงภาระหนี้ คอลัมน์ส่วนลด | ไม่มีรายการส่วนลด หรืออัตราต่ำกว่าร้อยละ 60 / 70 / 100 ตามขั้น |
| ราคาขายและค่าใช้จ่ายในการขาย | หนังสือแจ้งวันประมูล หนังสือแจ้งผลการขาย | ราคาขายต่ำกว่าราคาที่เคยแจ้งโดยไม่มีหนังสือแจ้งปรับลด หรือค่าใช้จ่ายขายไม่มีรายละเอียด |
| เบี้ยปรับผิดนัด | สัญญาเช่าซื้อ ข้อเบี้ยปรับ | คิดเกินร้อยละ 5 ต่อปี หรือคิดจากยอดหนี้ทั้งหมดแทนยอดที่ผิดนัด |
| ค่าทวงถามและค่าติดตามรถ | เอกสารแนบท้ายสัญญา หลักฐานการทวงถาม | ไม่มีหลักฐานการทวงถาม หรือมีค่าติดตามรถรวมอยู่ในยอดโดยไม่ระบุที่มา |
| หนังสือแจ้งตามลำดับขั้นตอน | หนังสือแจ้งสิทธิซื้อคืน หนังสือแจ้งวันประมูล หนังสือแจ้งผลการขาย | ไม่เคยได้รับหนังสือฉบับใดฉบับหนึ่ง หรือส่งไปที่อยู่ที่ไม่ตรงกับสัญญา |
ข้อควรระวังคือ อย่าเซ็นหนังสือรับสภาพหนี้หรือสัญญาประนีประนอมยอมความที่ระบุยอดส่วนต่างเต็มจำนวนก่อนตรวจ เพราะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/32 กำหนดให้สิทธิเรียกร้องที่เกิดจากสัญญาประนีประนอมยอมความมีอายุความสิบปี และการยอมรับยอดเป็นหนังสืออาจทำให้ข้อโต้แย้งเรื่องยอดที่คำนวณผิดหมดไป หากไฟแนนซ์เสนอส่วนลดปิดยอด ควรขอข้อเสนอเป็นหนังสือแล้วนำมาให้ทนายตรวจก่อนตัดสินใจ ค่าใช้จ่ายในการให้ทนายตรวจเอกสารดูได้ที่หน้า ค่าจ้างทนายความ
ค่าส่วนต่างต้องจ่ายไหม ถ้าไม่จ่ายจะเป็นอย่างไร?
ค่าส่วนต่างเป็นหนี้ทางแพ่ง หากยอดคำนวณถูกต้องตามประกาศและสัญญา ผู้เช่าซื้อมีหน้าที่ต้องรับผิดตามข้อ 5 (4) ข. แต่ไม่ได้แปลว่าต้องจ่ายตามตัวเลขในใบแจ้งยอดทุกบาท เพราะยอดที่ถูกต้องคือยอดที่หักรายการต้องห้ามและส่วนลดออกแล้ว หากไม่จ่าย ไฟแนนซ์อาจฟ้องเป็นคดีผู้บริโภค แล้วศาลเป็นผู้ชี้ขาดยอดที่ถูกต้อง การไม่จ่ายค่าส่วนต่างไม่ใช่ความผิดอาญา ไม่มีโทษจำคุก
เมื่อถูกฟ้อง คดีเช่าซื้อรถระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจเป็นคดีผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 3 (1) ผู้เช่าซื้อยื่นคำให้การโต้แย้งยอดได้ และขอให้ศาลลดเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 ได้ ส่วนผู้ค้ำประกันจะรับผิดเฉพาะมูลหนี้ที่ระบุในสัญญาเช่าซื้อ และมีสิทธิได้รับหนังสือแจ้งเช่นเดียวกับผู้เช่าซื้อตามคำเตือนสำหรับผู้ค้ำประกันท้ายประกาศ การต่อสู้คดีในชั้นศาลเป็นงานของทนายคดีแพ่งที่ทำคดีเช่าซื้อรถโดยเฉพาะ ส่วนการถูกข่มขู่ระหว่างทวงหนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่อาจเกี่ยวกับคดีอาญาและกฎหมายทวงถามหนี้ ซึ่งควรแยกปรึกษาเป็นคนละประเด็น
ไฟแนนซ์ฟ้องเรียกค่าส่วนต่างได้ภายในกี่ปี?
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 กำหนดว่า อายุความที่ประมวลกฎหมายหรือกฎหมายอื่นไม่ได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ให้มีกำหนดสิบปี สิทธิเรียกร้องค่าขาดราคาหรือค่าส่วนต่างหลังขายรถเป็นค่าเสียหายจากการเลิกสัญญา ซึ่งไม่มีอายุความเฉพาะ จึงมักถูกพิจารณาภายใต้อายุความสิบปีนี้ ส่วนรายการอื่นในยอดเดียวกัน เช่น ค่างวดที่ค้างชำระก่อนบอกเลิกสัญญา อาจอยู่ภายใต้อายุความที่สั้นกว่า ซึ่งต้องแยกพิจารณาเป็นรายการ
จุดเริ่มนับอายุความและการสะดุดหยุดของอายุความเป็นเรื่องเทคนิค เช่น การชำระหนี้บางส่วนหรือการทำหนังสือรับสภาพหนี้อาจทำให้อายุความเริ่มนับใหม่ ผู้เช่าซื้อที่ได้รับหนังสือทวงถามค่าส่วนต่างหลังจากรถถูกขายไปหลายปี จึงไม่ควรรีบโอนเงินหรือเซ็นเอกสารใด ก่อนให้ทนายตรวจว่ายอดนั้นยังฟ้องร้องบังคับได้หรือไม่ และหากยังบังคับได้ ยอดที่ถูกต้องหลังหักรายการต้องห้ามเป็นเท่าใด ประเด็นเรื่องระยะเวลาก่อนถูกยึด เช่น ต้องค้างกี่งวดและต้องมีหนังสือบอกกล่าวอย่างไร อ่านได้ที่หน้า ค้างค่างวดกี่งวดโดนยึด ส่วนกรณีผู้เช่าซื้อเสียชีวิตระหว่างผ่อน หนี้ค่าส่วนต่างจะเกี่ยวพันกับกองมรดก ซึ่งเป็นเรื่องของหน้า มรดก และหากรถเป็นสินสมรสที่ต้องแบ่งระหว่างหย่า ให้ดูที่หน้า คดีครอบครัว
คำถามที่พบบ่อยเรื่องค่าส่วนต่าง
ค่าส่วนต่างกับค่าขาดราคาคือเรื่องเดียวกันไหม?
เป็นเรื่องเดียวกัน ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาฯ พ.ศ. 2565 ใช้คำว่ามูลหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญาเช่าซื้อ ส่วนไฟแนนซ์และเอกสารในคดีมักใช้คำว่าค่าขาดราคาหรือค่าส่วนต่าง หมายถึงหนี้ที่เหลือหลังนำราคาขายรถมาหักออกจากยอดหนี้ที่คิดได้ตามประกาศ
รถโดนยึดแล้วยังต้องจ่ายค่าส่วนต่างอีกจริงไหม?
โดยหลักตามประกาศข้อ 5 (4) ข. หากขายรถได้น้อยกว่ามูลหนี้ส่วนที่ขาด ผู้เช่าซื้อรับผิดในส่วนที่ขาด แต่ยอดที่ต้องรับผิดคือยอดที่คำนวณถูกต้องตามประกาศเท่านั้น ไม่ใช่ตัวเลขใด ๆ ที่ปรากฏในใบแจ้งยอด ควรตรวจก่อนจ่ายเสมอ
ไฟแนนซ์เอาค่างวดที่เหลือทั้งหมดมาคิดเต็มได้ไหม?
ไม่ได้ทั้งหมด ประกาศข้อ 5 (4) ค. ห้ามเรียกเก็บดอกเบี้ยเช่าซื้อที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระหลังบอกเลิกสัญญา ค่างวดที่เหลือจึงต้องตัดส่วนดอกเบี้ยออก โดยดูจากตารางแสดงภาระหนี้ที่แนบท้ายสัญญา
ผ่อนมาเกินครึ่งแล้ว ได้ส่วนลดดอกเบี้ยเท่าไหร่?
ตามประกาศข้อ 5 (9) ผ่อนมาไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามแต่ไม่เกินสองในสาม ได้ส่วนลดดอกเบี้ยที่ยังไม่ถึงกำหนดไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ถ้าผ่อนมาเกินสองในสาม ได้ส่วนลดดอกเบี้ยทั้งหมด
ขายรถได้เงินมากกว่าหนี้ จะได้เงินคืนไหม?
ได้ ประกาศข้อ 5 (4) ข. วรรคสอง กำหนดให้ไฟแนนซ์คืนเงินส่วนที่เกินให้ผู้เช่าซื้อ และต้องแจ้งจำนวนเงินส่วนเกินในหนังสือแจ้งผลการขายภายใน 15 วันนับแต่วันขาย
ไม่จ่ายค่าส่วนต่างจะติดคุกไหม?
ไม่ ค่าส่วนต่างเป็นหนี้ทางแพ่ง การไม่ชำระไม่เป็นความผิดอาญา ผลที่ตามมาคือไฟแนนซ์อาจฟ้องเป็นคดีผู้บริโภค และหากศาลพิพากษาให้ชำระแล้วไม่ชำระ จึงเข้าสู่ขั้นตอนบังคับคดีทางแพ่ง
ค่าส่วนต่างมีอายุความกี่ปี?
ค่าขาดราคาไม่มีอายุความเฉพาะ จึงมักพิจารณาภายใต้อายุความทั่วไปสิบปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 แต่จุดเริ่มนับและรายการย่อยในยอดเดียวกันอาจต่างกัน ควรให้ทนายตรวจเป็นรายกรณี
ผู้ค้ำประกันต้องจ่ายค่าส่วนต่างแทนไหม?
ผู้ค้ำประกันรับผิดตามมูลหนี้ที่ระบุในสัญญาเช่าซื้อ และมีสิทธิขอให้ไฟแนนซ์เรียกผู้เช่าซื้อชำระก่อน ตามคำเตือนสำหรับผู้ค้ำประกันท้ายประกาศ พ.ศ. 2565 หากไฟแนนซ์ลดหนี้ให้ผู้เช่าซื้อ ผู้ค้ำประกันรับผิดเฉพาะมูลหนี้ที่ลดแล้ว
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: เนื้อหาในหน้านี้เป็นข้อมูลทั่วไปตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาฯ พ.ศ. 2565 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับกรณีใดกรณีหนึ่ง ยอดค่าส่วนต่างที่ถูกต้องขึ้นอยู่กับวันทำสัญญา ข้อสัญญา ตารางภาระหนี้ และเอกสารการขายของแต่ละราย ควรปรึกษาทนายความก่อนชำระเงินหรือลงนามในเอกสารใด โทร 02-114-7674 หรือ LINE @thanadee.law